บริการถ่ายภาพสุดประทับใจ

..คลิกที่รูป...บริการถ่ายภาพสุดประทับใจ prewedding รับปริญญา พิธีการต่าง แฟชั่น อีกมากมาย ติดต่อ : 0899274733 msn:tuchkay@hotmail.com

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หอเกียรติภูมิรถไฟ" ของดีที่ซ่อนอยู่ในสวนจตุจักร


รถไฟจิ๋วขบวนนี้กำลังวิ่งวนไปตามราง

“วาว วาว เสียงรถไฟวิ่งไปฤทัยครื้นเครง เรามันคนกันเองไม่ต้องเกรงใจใคร พวกเราเพลินชมไพรนั่งรถไฟถึงในไทรโยค โยนทุกข์ใดในโลกสู่ไทรโยคไป”

ฉันเดินฮัม เพลง มนต์ไทรโยคของวง ดิ อินโนเซ้นท์ ไปพลางๆหลังจากพาตัวเองแวะเวียนมาสูดอากาศบริสุทธิ์ ภายในสวนจตุจักรเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นอกเหนือจากแวะมาชมหมู่มวลแมกไม้อันร่มรื่นแล้ว ฉันยังมีเป้าหมายสำคัญคือตั้งใจที่จะมาเยี่ยมชม "หอเกียรติภูมิรถไฟ" ซึ่งตั้งอยู่ภายในสวนด้วยนั้นเอง

หลายๆคนที่เคยมาพักผ่อนที่สวนจตุจักรอาจเคยสังเกตเห็นอาคารหลังใหญ่ ตั้งอยู่แถวๆบริเวณลาดจอดรถประตู 2 ในวันธรรมดาอาคารแห่งนี้จะถูกปิดตาย มองภายนอกคล้ายโกดังเก็บของแต่ในวัน เสาร์- อาทิตย์ ประตูจะถูกเปิดออกพร้อมกับเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน

ที่นั้นแหละคือ"หอเกียรติภูมิรถไฟ"สถานที่ซึ่งเป็นขุมทรัพย์แห่งการ เรียนรู้ สำหรับผู้ที่มีใจรักและสนใจในเรื่องรถไฟ หอเกียรติภูมิรถไฟแห่งนี้ เปิดดำเนินการมานานกว่า 16 ปี แต่เดิมอาคารหลังนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยสร้างขึ้น เพื่อให้เป็น "พิพิธภัณฑ์รถไฟ"

ต่อมาการรถไฟฯ เลิกโครงการและไม่ใช้ประโยชน์จากอาคารพิพิธภัณฑ์รถไฟ ชมรม "เรารักรถไฟ" จึงขออนุมัติจากการรถไฟเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ตั้งแต่ปี 2533 และใช้ชื่อสถานที่ว่า "หอเกียรติภูมิรถไฟ" เพื่อสอดคล้องกับสิ่งของและวัตถุประสงค์ของการจัดแสดง

เพราะไม่เพียงรถไฟที่เป็นเกียรติภูมิของชาติเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมีนโยบายจะจัดแสดงสิ่งของ ซึ่งมีมากมายหลายอย่าง ตั้งแต่ยานยนต์ทุกชนิด รวมถึงการคมนาคม การสื่อสาร การศึกษา การพิมพ์ การถ่ายภาพ เป็นต้น

แม้จะเป็นวันอาทิตย์ก็จริงแต่ฉันก็สังเกตว่ามีผู้เข้าชมบางตา ทั้งๆที่ตอนฉันเดินเลียบสวนสาธารณะเข้ามานั้นมีผู้คนขวักไขว่ไม่รู้ด้วยเหตุ ใดจึงพากันมองข้ามสิ่งดีๆใกล้ตัวไป อดคิดไม่ได้ว่าถ้าฉันเป็นรถไฟและมีความรู้สึกก็คงน้อยใจเป็นแน่ ก็ดูสิอุตส่าห์ฝ่าแดดลมฝนมาหลายปี เพื่อรอคอยให้เราเข้าไปศึกษาหาประโยชน์จากตัวมัน แต่เรากลับไม่สนใจเสียนี่

อาคารหลังนี้คาดคะเนด้วยสายตาก็มีขนาดใหญ่โตพอสมควร ฉันเริ่มต้นจากเข้าไปถวายสักการะพระรูปของรัชกาลที่ 5 ซึ่งตั้งอยู่ติดกับบริเวณทางเข้าก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองพร้อมกับรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของ พระองค์ท่าน ที่ทรงพระราชทานกำเนิดการรถไฟให้เป็นการขนส่งมวลชนอย่างแรกในประเทศ

จากนั้นจึงเริ่มเดินดูรอบๆด้วยความตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก เริ่มต้นที่"เกวียนไม้"ที่ ตั้งไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ควีนวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรให้ราชทูตนำขบวนรถไฟจำลองมาถวาย พร้อมด้วยข้อเสนอขอให้อังกฤษสร้างทางรถไฟสายแรกตัดข้ามคลองคอดกระให้
ซึ่งอาจหมายถึงการสูญเสียเอกราช รัชกาลที่4ทรงรับขบวนรถไฟจำลองไว้ก่อนปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า "สยามยังยากจน เรามีเกวียนใช้ก็พอแล้ว" มิเช่นนั้นไม่แน่ว่าป่านนี้เราอาจเป็นเมืองขึ้นไปแล้วก็ได้

สิ่งที่ฉันสนใจเป็นพิเศษก็คงจะเป็น "รถจักรไอน้ำ หมายเลข 10089" เป็นรถจักรไอน้ำรุ่นสุดท้ายที่บริษัทเกียวซานโกเกียวในญี่ปุ่นสร้างขึ้นก่อน เลิกกิจการ เพราะหมดยุคไอน้ำเมื่อสามสิบปีก่อนและจากการถอดชิ้นส่วนออกมาตรวจโดยละเอียด พบว่าไม่มีริ้วรอยการใช้งาน

สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตามความต้องการของบริษัทโรงงานน้ำตาลใช้ขนอ้อย จากไร่ป้อนโรงงาน แต่พอมาถึงท่าวัดพระยาไกรก็เลิกใช้รถไฟเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ในการขนอ้อย "10089" จึงทิ้งไว้ในโกดังที่ท่าเรือ และไม่เคยใช้งานแต่อย่างใด

บริเวณใกล้ๆกันนั้นยังมีรถจักรไอน้ำที่ได้รับคำจำกัดความว่าเป็น"ผู้ปิดทอง หลังพระ" ของการรถไฟมีชื่อว่ารถจักรไอน้ำ "สูงเนิน" ซึ่งทำหน้าที่ตัดฟืน ขนน้ำ จากป่าที่ที่หัวหวายมาให้ขบวนรถไฟลากจูงด้วยรถจักรไอน้ำใช้ที่สถานีสูงเนิน กลางดงพญาไฟในอดีต

ขณะที่ฉันเดินสำรวจอยู่นั้นก็จะมีเสียงบรรยายถึงประวัติ และสิ่งที่น่าสนใจจากเสียงตามสายมาเป็นระยะๆ ฉันสังเกตเห็นว่านอกจากฉันและผู้เข้าเยี่ยมชมอีกสองสามคนแล้ว ยังมีชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งที่คอยผุดลุกผุดนั่งเดินไปกวาดตรงโน้นปัดฝุ่น ตรงนี้พร้อมกับคอยบังคับปิด เปิดสวิตช์เจ้ารถไฟโมเดลให้วิ่งไปตามราง

ด้วยความสงสัยอยู่ในทีฉันจึงเดินเข้าไปสวัสดีและทักทาย จึงรู้ว่าตัวเองกำลังคุยอยู่กับ คุณจุลศิริ วิรยศิริ อายุ 58 ปี ผู้อำนวยการหอเกียรติภูมิรถไฟ และเหมาทุกตำแหน่งในหอเกียรติภูมิรถไฟ เขาเล่าให้ฉันฟังว่า ตอนนี้ที่นี่เสื่อมโทรมลงไปมากเพราะขาดงบประมาณในการบำรุงรักษา

"ที่นี่เป็นของเอกชนก่อตั้งโดยคุณพ่อผม รายได้หลักก็อาศัยการรับบริจาคจากผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเท่านั้น เราไม่มีการเก็บค่าเข้าชม ขนาดให้ดูฟรีคนก็ยังน้อย ผมเองก็ท้อใจหลายครั้งแต่เหตุผลที่ไม่สามารถละทิ้งได้ก็คือต้องการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกในอนุชนรุ่นหลัง ถ้าวันหนึ่งไม่ทำแล้วก็คงจะยกให้เอกชนจัดทำเป็นมูลนิธิดำเนินการหาทุน แต่ตอนนี้ก็ขอแค่มีคนเข้าชมก็พอใจเป็นที่สุดแล้ว"

ฉันรับฟังด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกก่อนจะจบบทสนทนาแล้วขอตัวเดินไปดู รถไฟต่อ และต้องอัศจรรย์ใจกับ "รถโยก" ขนาดเล็กที่มีประวัติบอกไว้ว่าใช้สำหรับตรวจทางนำขบวนรถไฟเมื่อครั้งงาน "ร้อยปียานยนต์ไทย" ถูกลากจูงอยู่กับที่ด้วยหัวรถจักรดีเซล "ฮันสเล็ท" ซึ่งโรงงานมักกะสันการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ซ่อมอนุรักษ์จากซากรถที่ใช้การ ไม่ได้แล้ว จนกลับใช้เครื่องยนต์ลากจูงฉุดลากขบวนรถไฟได้

ถัดมาเป็นตู้รถไฟที่ลากจูงคันแรก คือ "รถ ร.พ." ซึ่งเป็นตู้รถไฟไม้ที่นับได้ว่าเก่าที่สุดในประเทศไทย และอาจเป็นตู้รถไฟพยาบาลที่สร้างด้วยไม้สักทองหลังสุดท้ายของโลก รถ ร.พ.เกิดขึ้นพร้อมกับการแพทย์แผนตะวันตกที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในสมัยรัชกาล ที่ 5 เมื่อทรงสร้างโรงพยาบาลศิริราชขึ้นก็ทรงตระหนักถึงราษฎรที่อยู่ต่างจังหวัด

จึงทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินพระน้องยาเธอฯ ให้ออกแบบรถพยาบาลหลังแรกของไทย และโปรดเกล้าสั่งไม้สักทองจากบราซิลขนไปต่อที่ประเทศอังกฤษแล้วนำเข้ามาใน ประเทศไทย แต่ก็คาดว่าไม่มีโอกาสใช้รัชกาลที่ 5 ทรงสวรรคตเสียก่อน

ในโบกี้ต่อมาเป็นตู้ รถจ.พ. หรือรถจัดเฉพาะพยาบาล มีลักษณะภายนอกแบบเดียวกับรถ รพ.แต่ภายในตกแต่งคล้ายคลินิค ตรวจร่างกายแบบฉุกเฉิน ทั้งสองคันยังอยู่ในสภาพดี และถือว่าเป็นรถไฟที่เก่าที่สุดของประเทศไทย
นอกจากนั้นแล้วลุงจุลศิริก็ยังเล่าให้ฉันฟังว่า มีรถจัดเฉพาะอื่นๆ เช่น รถ จ.ขจก. ซึ่งเป็นตู้รถที่บรรทุกทหารที่จะไปปราบปรามโจรก่อการร้าย หรือ รถจ.ล.ย. ซึ่งเป็นตู้รถจัดเฉพาะลำไย ที่เอาไว้จัดส่งลำไย ทำให้ฉันนึกขันอยู่ในใจว่า นี่ถ้าเป็นผลไม้อื่นๆ ก็คงต้องมีชื่อเรียกอีกมากมายเป็นแน่

อ๋อ...และที่นี่เขายังนำเอาตู้รถไฟมาดัดแปลงเป็นห้องสมุด "ยานยนต์เฉลิมพระเกียรติ์" มีหนังสือเอกสารให้อ่านมากมาย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกด้วยข้างในก็ติดแอร์เย็นฉ่ำทีเดียว แถมยังมีรถไฟจำลองขนาดเล็กมากมายให้ชมอีกด้วย
รวมถึง "รถราง"ซึ่งในปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้วกว่า 30 ปี ฉันก็รู้จากที่นี่แหละว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียเชียวน่าที่ริเริ่ม นำรถรางมาใช้

เมื่อเดินเข้าไปข้างในสุดก็จะเป็นส่วนของ "หอเกียรติภูมิยานยนต์ พีระ-เจ้าดาราทอง" มีรถยนต์ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์อย่างรถ "เฟี๊ยตโทโปลิโน่" ที่เหมือนไม่ผิดเพี้ยนกับรถยนต์พระที่นั่งครั้งทรงพระเยาว์ของในหลวงรัชกาล ปัจจุบัน รถ "ดัทสันบลูเบิร์ด" ฉายาว่า "แท็กซี่เลือดไทย" เพราะสร้างในเมืองไทยเป็นคันแรก ใกล้ๆกันก็มีซากเครื่องสมัยสงครามโลกครั้ง2ให้ชมด้วย

ฉันเพลิดเพลินจำเริญใจกับเหล่ารถไฟจนเต็มอิ่มแล้วก็ได้เวลาโบกมือลา แต่ก็ยังไม่วายเหลียวหลังกลับไปมองหอเกียรติภูมิรถไฟด้วยความเสียดายว่า สถานที่ดีๆ แถมยังให้ดูฟรีอย่างนี้ แต่กลับเงียบเหงาไม่มีคนมาชมเท่าไรนัก

และก่อนที่ฉันจะกลับ ก็ไม่ลืมที่จะแวะสั่นระฆังรถไฟที่ตั้งอยู่บริเวณทางออกสามครั้งดังๆเป็นการ บอกลาเหล่ารถไฟและสิ่งของทุกชิ้นที่อยู่ใน "หอเกียรติภูมิรถไฟ"แห่งนี้

"หอเกียรติภูมิรถไฟ"ตั้ง อยู่ที่ลานจอดรถประตู 2 สวนจตุจักร ถนนกำแพงเพชร 3 กทม.10900 เปิดให้เข้าชมวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00น. ไม่เสียใช้จ่ายในการเข้าชม วันธรรมดาหากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะโทร.08-1615-5776 การเดินทางเริ่มจากลงรถไฟฟ้า B T S สถานีหมอชิต แล้วเดินเลาะริมสวนสาธารณะจตุจักรมาเรื่อยๆแล้วเลี้ยวเข้าลานจอดรถประตู 2 จุดสังเกตอยู่ตรงข้ามธนาคารทหารไทย

ยลยอดศิลปะไทย ที่ "วัดเบญจมบพิตร"


วันมาฆบูชาที่ใกล้จะถึงนี้ (13 ก.พ.) ฉันรู้ว่าหลายคนคงดีใจที่จะได้มีวันหยุดเพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่ง แต่ในเมื่อเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธทั้งที จะหยุดอยู่บ้านเฉยๆ ก็ใช่ที่ ต้องออกมาทำบุญด้วยจึงจะถูก แต่ถ้ายังไม่รู้จะไปทำบุญที่ไหน ฉันขอแนะนำให้มาที่ "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" วัดกลางเมืองตั้งอยู่ใกล้กับทำเนียบรัฐบาล ที่นอกจากจะได้มาทำบุญแล้วก็ยังจะได้ชม "สถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบของศิลปะไทย"อีกด้วย

สำหรับชาวต่างชาติแล้ว จะรู้จักวัดเบญจมบพิตรนี้ในชื่อของ "The Marble Temple" หรือวัดหินอ่อนอันงดงามที่ใครๆ ต่างก็อยากมาชม เพราะฉะนั้น ฉันจึงไม่แปลกใจเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในวัดเบญจฯ แล้ว ได้พบกับนักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติ มากหน้าหลายตา กำลังเดินชมวัดบ้าง ตั้งท่าถ่ายรูปอยู่บ้างเต็มไปหมด

ก่อนที่จะได้ทราบว่าวัดเบญจฯ นี้มีสุดยอดสถาปัตย์อยู่ตรงไหน มาทราบประวัติของวัดกันก่อนดีกว่า หลายคนเข้าใจผิดว่า วัดเบญจมบพิตร เป็นวัดประจำพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จริงๆ แล้ววัดราชบพิตรสถิตมหาสีมารามต่างหากที่เป็นวัดประจำรัชกาลของท่าน แต่ทั้งนี้วัดเบญจมบพิตรก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีความผูกพันกับพระองค์ ท่านอย่างมากเช่นกัน

วัดเบญจมบพิตร เดิมชื่อว่าวัดแหลม หรือวัดไทรทอง วัดแห่งนี้เคยเป็นกองบัญชาการกองทัพในพระนคร เมื่อครั้งที่เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ยกกองทัพมาตีไทยในพ.ศ.2369 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ เป็นผู้บัญชาการกองทัพที่วัดแห่งนี้

และเมื่อการปราบกบฏเสร็จสิ้นลง พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ พร้อมด้วยพระเชษฐภคินี พระขนิษฐภคินี และพระกนิษฐภาดา ร่วมเจ้าจอมมารดาทั้งหมด 5 พระองค์ ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ขึ้น และมาถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดเบญจบพิตร" ซึ่งมีความหมายว่าเป็นวัดของเจ้านาย 5 พระองค์

ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างสวนดุสิตและพระราชวังดุสิตเพื่อเป็นที่ ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ การสร้างพระราชวังนั้นได้กินพื้นที่ของวัดดุสิต และวัดร้างอีกแห่งหนึ่งในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วจะต้องสร้างวัดทดแทน ดังนั้น พระองค์จึงมีพระราชประสงค์จะ "ผาติกา" หรือสถาปนาวัดเบญจบพิตร วัดใกล้เคียง ซึ่งในขณะนั้นชำรุดทรุดโทรมอยู่ขึ้นมาแทน เมื่อสถาปนาขึ้นแล้วได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดเบญจมบพิตร" อันมีความหมายว่า วัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5

เอาล่ะ... ทีนี้ก็มาถึงตรงที่ว่า วัดเบญจมบพิตร ถือเป็น"สถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบ" อย่างไร ก่อนอื่นฉันต้องบอกชื่อของสถาปนิกผู้ที่ออกแบบแปลนแผนผังของวัดเสียก่อน ท่านมีพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ซึ่งทรงได้รับยกย่องว่าเป็น "นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม" พระองค์ได้ทรงออกแบบพระอุโบสถและพระระเบียงอย่างวิจิตรงดงามด้วยแบบอย่าง ศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยโบราณ โดยพระอุโบสถของวัดเบญจมบพิตรนั้นเป็นแบบจตุรมุข มีพระระเบียงโอบรอบด้านหลัง ถือเป็นพระอุโบสถที่สร้างได้สัดส่วนสวยงามเป็นอย่างยิ่ง

และสิ่งที่ช่วยเสริมความงดงามยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ ผนังของพระอุโบสถแทนที่จะเป็นลวดลายประดับกระจก หรือกระเบื้องเหมือนวัดอื่นๆ ก็กลับประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีที่ส่งตรงมาจากประเทศอิตาลี แลดูสะอาดตา และด้านหน้าพระอุโบสถมีสิงห์สลักหินอ่อนอยู่สองตัวนั่งคุมสองข้างบันไดอยู่ ดูน่าเกรงขามมิใช่น้อย สิงห์ทั้งสองตัวนี้ ขุนสกลประดิษฐ์ ช่างในกรมช่างสิบหมู่ เป็นผู้ปั้นแบบตามภาพที่สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนขึ้น

ด้านในพระอุโบสถมีพระประธานคือพระพุทธชินราช ซึ่งจำลองมาจากพระพุทธชินราชองค์จริงที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ในตอนแรกนั้นรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริจะอัญเชิญพระพุทธชินราชองค์จริงจากเมืองพิษณุโลกมาประดิษฐาน เป็นพระประธานในพระอุโบสถ แต่ชาวเมืองพิษณุโลกได้แสดงความหวงแหน เพราะพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลกอีกสององค์ก็ได้ถูกอัญเชิญลงมายังพระนคร แล้ว จึงได้กราบบังคมทูลยับยั้ง พระองค์จึงโปรดฯ ให้ช่างหล่อรูปจำลองของพระพุทธชินราชมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ นี้แทน

ด้านในพระอุโบสถนี้มีสิ่งที่แตกต่างไปจากวัดอื่นๆ ที่ฉันเคยเห็น นั่นก็คือบนฝาผนังไม่ได้มีงานจิตรกรรมเป็นรูปพุทธชาดก หรือเรื่องรามเกียรติ์อย่างที่นิยมกัน แต่เป็นลวดลายเทพนมพุ่มข้าวบิณฑ์สีเหลืองบนพื้นขาว และที่พิเศษก็คือ มีภาพของพระธาตุและเจดีย์ที่สำคัญๆ ทั่วประเทศอยู่ตามช่องคูหา ฉันเดินชมรอบๆ แล้วก็เห็นว่ามีทั้งหมด 8 องค์ด้วยกัน คือ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน พระศรีรัตนมหาธาตุเมืองเชลียง และพระมหาธาตุที่วัดช้างล้อม เมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย พระมหาธาตุเมืองละโว้ จังหวัดลพบุรี พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม พระเจดีย์ชัยมงคลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ขนาดของพระอุโบสถวัดเบญจฯ นั้นไม่ใหญ่โตนักก็จริง แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่มีมาก ก็ทำให้ภายในอุโบสถแคบไปถนัด ฉันเดินหลบนักท่องเที่ยวในพระอุโบสถออกมาสู่พระระเบียงด้าน หลัง ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของวัดเบญจฯ ก็อยู่ที่พระระเบียงนี้ เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะให้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมพระพุทธรูปโบราณสมัยต่างๆ และปางต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นทั้งในและต่างประเทศ แสดงให้ประชาชนได้ชม

พระพุทธรูปเหล่านี้ มีทั้งที่เป็นพระพุทธรูปโบราณ และเป็นพระพุทธรูปที่ใช้วิธีหล่อขยาย หรือย่อส่วนจากตัวอย่างของโบราณ นอกจากนั้นยังมีทั้งพระพุทธรูปที่นำมาจากในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งมาจากต่างประเทศ อย่างเช่นญี่ปุ่น อินเดีย พม่า และลังกาอีกด้วย สำหรับพระพุทธรูปจากอินเดีย หรือพม่า อาจจะแยกแยะไม่ออก แต่ถ้าเป็นพระพุทธรูปของญี่ปุ่นละก็จะสังเกตได้ทันที เพราะจะมีสัญลักษณ์อยู่ที่แต่ละองค์จะมีดวงอาทิตย์ส่องแสงอยู่ตรงพระเศียร

ไม่ใช่แต่เพียงเท่านี้ แต่ที่วัดเบญจฯ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมาก หากเดินออกมาทางด้านข้างของพระอุโบสถ จะเจอกับสะพานข้ามคูน้ำสีแดงอยู่สามสะพานด้วยกัน มีชื่อว่า สะพานพระรูป สะพานถ้วย และสะพานงา ข้ามสะพานไปแล้วจะเจอกับพระที่นั่งสองหลัง คือพระที่นั่งทรงผนวช และพระที่นั่งทรงธรรม

สำหรับพระที่นั่งทรงผนวชนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้รื้อจากพุทธรัตนสถาน ที่สวนศิวาลัย ภายในพระบรมมหาราชวังมาไว้ที่นี่เพื่อเป็นกุฏิเจ้าอาวาส โดยยังรักษารูปแบบเดิมไว้ โดยภายในพระที่นั่งทรงผนวช มีพระแท่นบรรทม พระบรมรูปเมื่อทรงผนวช พระบรมรูปสลักหินอ่อน พระพุทธรูป พระเสลี่ยงน้อย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถวายเพื่อเป็นธรรมาสน์แสดงธรรมและแสดงพระปาติโมกข์ครั้งแรกในวัดเบญจม บพิตร และภายในยังมีภาพเขียนเกี่ยวกับพระราชประวัติของรัชกาลที่ 5 ไว้ด้วย สำหรับพระที่นั่งองค์นี้จะเปิดให้เข้าชมก็เฉพาะวันที่ 23 ตุลาคมเท่านั้น แต่ถ้าใครจะมาชมเป็นหมู่คณะก็ลองติดต่อขอเข้าชมเป็นพิเศษได้

ได้ทั้งไหว้พระทำบุญ ได้ทั้งชมความงดงามของสถาปัตยกรรมชิ้นเอกไปในคราวเดียวอย่างนี้ ก็ไม่ควรพลาดชม ที่ "วัดเบญจมบพิตร"

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ 69 ถนนพระราม 5 แขวงจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 โทร.0-2282-2667, 0-2281-7825, 0-2282-5591 เวลาเปิดปิด 8.00-17.00 น

"อุทยานฯ สมเด็จย่า"


ถ้าพูดถึงย่านคลองสาน ฉันว่าหลายๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาช้อปทั้งหลาย คงจะต้องนึกไปถึงแหล่งช้อปปิ้งราคาเยาขนาดกะทัดรัด แต่เต็มไปด้วยสินค้าให้เลือกซื้อเลือกหามากมายโดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ราคาถูก บ้างแพงบ้างให้ลูกค้าได้ต่อกันสนุกสนาน

กระนั้นย่านคลองสานก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวดีๆแฝงตัวอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งฉันเคยไปท่องวัดพิชัยญาติชมภาพสลักสามก๊กหนึ่งเดียวในเมืองไทยมาแล้ว แต่ย่านคลองสานก็ยังไม่หมดของดีให้เที่ยวชมเพียงเท่านี้ เพราะย่านนี้ยังมี "อุทยานฯ สมเด็จย่า" เป็นอีกจุดน่าเที่ยวชมที่เมื่อเข้าไปแล้วจะรู้ว่าที่นี่เป็นสวนสาธารณะที่มี อะไรดีๆมากกว่าสวนสาธารณะธรรมดา

อุทยานฯ สมเด็จย่า หรือชื่อเต็มคือ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อยู่ ในซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 หรือซอยวัดอนงค์ เขตคลองสานนี่เอง ซึ่งสถานที่นี้เป็นบ้านเดิมของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่าเมื่อยังทรงพระเยาว์นั่นเอง และในส่วนของอุทยานฯ สมเด็จย่านี้ ก็เกิดขึ้นมาได้จากกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์อาคารเก่าในย่านนิวาสถานเดิมที่พระบรมราช ชนนีเคยพำนักอยู่เมื่อสมัยยังทรงพระเยาว์ โดยจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติขึ้น

สำหรับสถานที่ที่เป็นอุทยานฯ สมเด็จย่าปัจจุบันนั้น เดิมเป็นที่ดินของนายแดง นานา และนายเล็ก นานา ซึ่งได้พร้อมใจกันน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน 4 ไร่ ในบริเวณชุมชนหลังวัดอนงคารามให้เป็นสวนสาธารณะของชุมชน โดยในตอนกลางของพื้นที่นั้นเป็นที่ตั้งของบ้านเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโก ษาธิบดี (แพ บุนนาค) อธิบดีกรมพระคลังสินค้าในรัชกาลที่ 5 ซึ่งภายหลังได้รื้อออกไป แต่ตึกบริวารบางหลัง รวมถึงซุ้มประตู และกำแพงเก่าบางส่วนก็ยังคงไว้

สิ่งที่พิเศษของอุทยานฯ สมเด็จย่านี้ก็คือ อาคารสองหลังที่จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ เพราะฉะนั้น อุทยานฯ สมเด็จย่าจึงไม่ได้เป็นเพียงสวนสาธารณะอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่ให้ความรู้และบอกเล่าเรื่องราวของสมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวงของชาวไทยอีกด้วย

แต่ก่อนที่จะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ ฉันขอแนะนำให้แวะไปทำความเคารพพระรูปของสมเด็จย่าที่ตั้งอยู่ทางด้านขวามือ ของประตูทางเข้าใหญ่เสียก่อน พระรูปนั้นตั้งอยู่บนเนินดินเตี้ยๆ ในพระอิริยาบถสบายๆ ประทับนั่งบนม้าหิน โดยมีฉากหลังเป็นต้นไม้เขียวขจี ประกอบกับบริเวณรอบๆ เป็นต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ทำให้พระรูปของท่านดูเหมือนกำลังประทับเล่นอยู่ในสวนจริงๆ

จากนั้นจึงเข้ามาชมภายในพิพิธภัณฑ์เทิดพระเกียรติซึ่งมีอยู่สองหลัง ด้วยกัน หลังแรกทางขวามือ เป็นภาพเก่าๆ ที่เล่าเรื่องราวของสมเด็จย่าตั้งแต่ปฐมวัยและยังเป็นสามัญชนอาศัยอยู่ใน ย่านวัดอนงคาราม และภาพช่วงที่เป็นนักเรียนพยาบาล ก่อนที่จะเลื่อนฐานันดรศักดิ์มาเป็นพระราชชนนีของพระมหากษัตริย์ไทยถึงสอง พระองค์ ซึ่งมีภาพที่น่าประทับใจของสมเด็จย่า และพระราชธิดา พระราชโอรสทั้งสอง ที่จะไม่ได้เห็นที่ไหนนอกจากที่นี่ รวมไปถึงภาพเหตุการณ์ในพระราชพิธีพระบรมศพของพระองค์อีกด้วย ฉันยังจำได้ว่าฉันก็ได้ไปเคารพพระบรมศพด้วยเช่นกัน และยังจำได้ถึงบรรยากาศอันเศร้าสร้อยหดหู่วันนั้นได้ดี

สำหรับพิพิธภัณฑ์อีกหลังหนึ่ง เป็นสถานที่จัดแสดงเรื่องราวของพระราชกรณียกิจ และพระราชจริยวัตรของสมเด็จย่าที่ทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นการเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ การดำเนินงานของคณะแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) หรือการเสด็จเยี่ยมและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ตำรวจตระเวนชายแดน นอกจากนั้นก็ยังจัดแสดงของใช้ส่วนพระองค์ รวมทั้งงานฝีพระหัตถ์ที่สมเด็จย่าโปรด นั่นก็คือการเขียนลวดลายบนถ้วยกระเบื้อง งานทับดอกไม้แห้งเพื่อทำเป็นการ์ดหรือที่คั่นหนังสือ งานภาพปัก รวมไปถึงการปั้นพระพุทธรูป

ออกมาจากอาคารพิพิธภัณฑ์แล้ว เดินทะลุออกมาด้านหลัง เพื่อชมเรือนจำลอง ซึ่งเป็นการจำลองบ้านเดิมของสมเด็จย่าที่เคยประทับเมื่อยังทรงพระเยาว์ และตกแต่งภายในตามหนังสือ "แม่เล่าให้ฟัง" พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ทรงบันทึกไว้ว่า "...เมื่อ จำความได้แม่ก็อยู่ที่ธนบุรีแล้ว ที่ซอยซึ่งปัจจุบันเป็นวัดอนงค์ "บ้าน" นั้นเหมือนห้องแถวชั้นเดียวแต่มีหลายห้องแทนที่จะมีห้องเดียว... เมื่อเข้าไปในบ้านแล้วจะมีห้องโล่งๆ ด้านขวามียกพื้น เป็นทั้งห้องพระและห้องประกอบอาชีพของพ่อแม่..."

จากเรือนจำลอง ฉันเดินไปตามทางเดินเล็กๆ ลอดผ่านซุ้มประตูเก่าแก่เข้าไปในส่วนของลานกว้างที่ทางอุทยานฯ สมเด็จย่าเอาไว้ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่นการแสดงดนตรี หรือจัดอบรมต่างๆ ที่ลานนี้นอกจากจะเป็นที่ตั้งของศาลาแปดเหลี่ยมซึ่งสร้าง ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสที่สมเด็จย่ามีพระชนมายุครบ 8 รอบแล้ว ก็ยังมีแผ่นหินทรายขนาดความยาวถึง 8 เมตร ที่แกะสลักเป็นลวดลายแสดงให้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จย่าที่พระองค์ เคยทรงไว้ในทั่วทุกท้องถิ่นทุรกันดารในประเทศไทย ส่วนอีกด้านหนึ่งแกะสลักเป็นรูปกระบวนแห่ไหว้สาแม่ฟ้าหลวงของชาวล้านนา เพื่อสะท้อนถึงความเทิดทูน จงรักภักดีที่ประชาราษฎร์มีต่อพระองค์

นอกจากนั้น ที่นี่ยังมี ศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) ซึ่งเป็นอาคารเก่าที่ปรับปรุงจากเรือนครัวเดิมของเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตน ราชโกษาธิบดี โดยปัจจุบันใช้เป็นห้องอ่านหนังสือ และจัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียนตลอดทั้งปีอีกด้วย

ได้เวลาแดดร่มลมตกพอดีเมื่อฉันนั่งลงพักบนเก้าอี้ตัวยาวไม่ห่างจาก ศาลาแปดเหลี่ยมนัก ความสงบในอุทยานฯ มีค่อนข้างมาก เพราะอยู่ห่างจากถนนลึกเข้ามาในซอย บรรยากาศของความเป็นสวนสาธารณะแห่งนี้ค่อนข้างจะต่างไปจากสวนอื่นๆ ที่ฉันเคยไป หากเป็นที่สวนสันติไชยปราการ คนส่วนมากที่มาก็จะเป็นวัยรุ่นเสียส่วนใหญ่ หรือหากเป็นสวนลุมพินีก็จะเป็นผู้ที่ตั้งใจมาออกกำลังกาย แต่สำหรับที่นี่แล้วผู้ที่มาใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นคุณแม่ที่พาคุณลูกเล็กๆ มาเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ และเป็นผู้สูงอายุที่มานั่งถกปัญหาบ้านเมืองกันเสียมากกว่า

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความสวยงามและความร่มรื่นแล้ว รับรองว่าที่นี่ไม่แพ้ใครแน่นอน แม้จะเป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ในชุมชน แต่ที่นี่ก็เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และเก่าแก่ที่ยังอนุรักษ์ไว้ เช่น ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นชงโค รวมทั้งมีพันธุ์ไม้หอมอย่างปีบ พุดจีบ ลั่นทม ส่งกลิ่นหอมๆ ไปทั่วบริเวณอีกด้วย เรียกว่าเป็นสวนสาธารณะกลางกรุงอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเปรียบเสมือนอนุสรณ์สถานที่แสดงถึงความรักและผูกพันของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวต่อสมเด็จพระบรมราชชนนี และกลายมาเป็น "อุทยานฯ สมเด็จย่า" ของประชาชนในวันนี้
อุทยานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ อุทยานฯ สมเด็จย่า ตั้งอยู่ในซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 (ซอยวัดอนงค์) เขตคลองสาน กทม. 10600 โทรศัพท์ 0-2437-7799, 0-2439-0902, 0-2439-0896

สำหรับการเข้าชมนั้นไม่มีค่าใช้จ่าย แต่สำหรับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีความประสงค์เยี่ยมชมเป็นหมู่คณะจะมี วิทยากรบรรยายและนำชมสถานที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ภายในอุทยานฯ เปิด 06.00-18.00 น. ทุกวัน ส่วนพิพิธภัณฑ์และศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) เปิด 09.00-16.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ มีรถเมล์สาย 6, 42, 43 ผ่าน

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ชม ชุมชนบ้านบาตร


แหล่งที่มา : manager.co.th (โดย : หนุ่มลูกทุ่ง)

บาตรทำมือ ผลงานประณีตศิลป์ของชาวชุมชนบ้านบาตร

ชื่อของชุมชนหลายๆ แห่งในกรุงเทพก็ล้วนบ่งบอกถึงอาชีพของคนในชุมชนนั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านบุ บ้านช่างหล่อ บ้านพานถม บ้านตีทอง ฯลฯ และ "ชุมชนบ้านบาตร" ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ฟังปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเขาทำอาชีพอะไรกัน และวันนี้ฉันก็จะลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ชุมชนบ้านช่างหล่อดูสักหน่อย

ที่ว่าจะลงพื้นที่นั้นฉันไม่ได้จะไปหาเสียงหรือโกหกหลอกลวงชาวบ้าน ที่ไหน เพียงแต่ว่า จะขอไปชมอาชีพการทำบาตรของชาวบ้านบาตรเพื่อประดับความรู้เท่านั้นเอง


กฤษณา แสงไชย กำลังตีบาตรบนกะล่อน
จากเสาชิงช้า ฉันมุ่งหน้าไปทางประตูผี ข้ามสะพานสมมติอมรมารคแล้ว แล้วเข้าสู่ถนนบริพัตรทางขวามือ เดินไปยังไม่ถึงครึ่งถนนมองทางซ้ายมือก็จะเห็นป้ายชื่อซอยสวยงามตัวใหญ่เบ้อ เร่อ เขียนให้เห็นชัดๆ ว่า "ชุมชนบ้านบาตร"

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้ว่ามาถึงชุมชนบ้านบาตรแน่ๆ แล้ว คงเป็นเสียงตีเหล็กดังก๊องแก๊งๆ ให้ได้ยินมาแต่ไกลมากกว่า ที่นี่ฉันได้พบกับคุณป้ากฤษณา แสงไชย ที่กำลังตีบาตรอยู่บนกะล่อน (อุปกรณ์ในการทำบาตรอย่างหนึ่ง) ป้ากฤษณาเป็นชาวบ้านบาตรคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาในชุมชน และได้เห็นปู่ย่าตายายทำบาตรเป็นอาชีพมาตั้งแต่ยังเด็ก

ป้ากฤษณาหยุดพักการตีบาตรชั่วครู่หนึ่ง เพื่อเล่าให้ฉันฟังเกี่ยวกับความเป็นมาของชาวบ้านบาตรว่า ชาวชุมชนแห่งนี้มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งกรุงเก่าก็มีชุมชนที่ประกอบอาชีพทำบาตรอยู่เช่นกัน และเมื่อมีการย้ายแผ่นดินใหม่มายังกรุงรัตนโกสินทร์ มีการกวาดต้อนประชาชนลงมาตั้งถิ่นฐานที่ราชธานีใหม่นี้ ผู้คนในชุมชนเดิมๆ ก็ยังคงเกาะกลุ่มกันประกอบอาชีพแบบเดิมที่เคยทำมา และชุมชนบ้านบาตรนี้ก็เช่นกัน

ที่บ้านบาตรนี้ ฉันได้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับบาตรพระมาว่า บาตรนั้นไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่เป็นภาชนะใส่อาหารของพระภิกษุสงฆ์เท่า นั้น ยังนับเป็นหนึ่งในเครื่องอัฐบริขาร หรือเครื่องใช้สอยที่จำเป็นของสงฆ์ และในพระวินัยยังบอกไว้ว่าพระสงฆ์จะสามารถใช้บาตรดิน และบาตรเหล็กได้เท่านั้น ส่วนบาตรที่ห้ามใช้คือบาตรทอง เงิน แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ แก้วผลึก แก้วหุงทองแดง ทองเหลือง ดีบุก สังกะสี และบาตรไม้ แต่ในปัจจุบันนี้ก็มีบาตรแสตนเลสใช้กันบ้างตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และพระสงฆ์ที่เคร่งมากๆ บางรูปก็จะใช้บาตรที่ทำด้วยมือ ซึ่งมีตะเข็บ 8 ชิ้นด้วยกัน ซึ่งหากเป็นบาตรปั๊มที่ทำจากโรงงานก็จะไม่มีตะเข็บเลย ดังนั้นพระสงฆ์ที่ต้องการบาตรทำมือที่มีตะเข็บจึงต้องมาสั่งทำที่บ้านบาตร นี้

ป้ากฤษณา เล่าให้ฟังถึงขั้นตอนการทำบาตรให้ฉันฟังว่า ขั้นตอนแรกต้องเริ่มจากการทำขอบบาตรก่อน ขอบบาตรจะเป็นตัวกำหนดว่าบาตรนี้จะมีขนาดและรูปทรงเป็นอย่างไร จากนั้นจึงทำตัวบาตรโดยใช้แผ่นเหล็กรูปกากบาทมาดัดโค้งขึ้นเป็นโครงบาตร และนำไปประกอบกับแผ่นเหล็กชิ้นเล็กๆ อีก 4 ชิ้น ที่เรียกว่า "หน้าวัว" หรือ "กลีบบัว" ซึ่งเมื่อประกอบกันแล้วจะได้บาตรที่มีตะเข็บ 8 ชิ้นพอดี

จากขั้นตอนการประกอบบาตร ก็มาถึงขั้นประสานรอยตะเข็บด้วยการเป่าแล่น ซึ่งวิธีในสมัยโบราณจะใช้ผงทองแดงและน้ำประสานทองประสานรอยต่อ แต่ในปัจจุบันใช้ความร้อนเพื่อทำให้เหล็กประสานกัน เรียบร้อยแล้วนำบาตรไปเผาให้เนื้อเหล็กประสานกัน เรียกว่า "แล่นบาตร" ก่อนที่จะนำมาตีบนกะล่อน หรือท่อนเหล็กที่มีหัวกลมมนเพื่อยุบมุมยุบเหลี่ยม รวมทั้งตีให้รอยตะเข็บที่ยังขรุขระนั้นเรียบเสมอกัน แค่นั้นยังไม่เสร็จต้องนำไป "ตีลาย" บนทั่งไม้เพื่อให้ได้รูปทรง แล้วยังต้องนำไปเจียรและตะไบให้เรียบร้อยเป็นขั้นสุดท้าย แต่ยังไม่ท้ายสุด เพราะต้องเอาบาตรไปบ่มหรือรมควันเพื่อไม่ให้ขึ้นสนิม และทำให้เกิดเป็นสีสันต่างๆ

ฟังดูแล้ววิธีการทำหลายขั้นหลายตอนไม่ใช่ง่ายๆ นะนี่ ป้ากฤษณาบอกว่าบาตรลูกหนึ่งใช้เวลาอาทิตย์หนึ่งถึงจะเสร็จ แต่ก็ไม่ได้ทำเองทุกขั้นตอน เช่นในส่วนของการทำขอบบาตรก็จะจ้างให้คนในชุมชนเป็นคนทำแทน

เมื่อถามถึงราคา ป้าบอกว่า ถ้าเป็นบาตรเหล็กขนาด 3 นิ้ว ราคา 500 บาท 7 นิ้ว ราคา 1,000 บาท แต่หากเป็นบาตรแสตนเลส ขนาด 7 นิ้ว เท่ากันราคาจะแพงกว่า คือ 3,000 บาท ส่วนมากหากเป็นนักท่องเที่ยวมาก็มักจะซื้อขนาด 3 นิ้วกลับไปเป็นของที่ระลึก แต่หากเป็นพระสงฆ์ก็มักจะสั่งทำขนาดมาตรฐานคือ 7 นิ้ว หรือจะเป็นบาตรน้ำมนต์ขนาด 12 นิ้วก็มี และบาตรลูกหนึ่งนี้ใช้ได้ 30-40 ปี เลยทีเดียว

ในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรนี้ไม่มีที่ไหนจะเป็นสุดยอดของการทำบาตรเท่ากับ ที่ชุมชนบ้านบาตรแห่งนี้อีกแล้ว แต่บาตรพระที่ทำด้วยมืออย่างประณีตในวันนี้กลับถูกบาตรปั๊มจากโรงงานที่ผลิต ได้มาก รวดเร็ว และราคาถูกกว่าแย่งตลาดไป จึงทำให้หัตถกรรมทำบาตรพระในชุมชนลดลงเหลือเพียงแค่เป็นของที่ระลึก และรับทำตามจำนวนที่มีผู้มาสั่งเท่านั้น

แต่ถึงอย่างไร บาตรของชุมชนบ้านบาตรก็ยังถือเป็นสินค้าคุณภาพ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปเข้าหูนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งป้ากฤษณาบอกฉันว่า ที่นี่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามาชมบ่อย และก็มักจะซื้อบาตรพระขนาดเล็กๆ ติดไม้ติดมือไปเป็นของที่ระลึก แต่ก็น่าแปลกใจว่า ชาวต่างชาติบางคนก็เลือกเป็น โดยการลูบดูตะเข็บข้างในก้นบาตรว่าเรียบหรือขรุขระอย่างไรบ้าง บางคนก็ใช้วิธีใช้ไม้เคาะฟังเสียง เพราะบาตรทำมือนี้เมื่อเคาะแล้วจะมีเสียงกังวานเหมือนเสียงระฆัง บาตรแต่ละลูกก็จะมีเสียงไพเราะไม่เหมือนกัน บางคนก็เคาะดูว่าบาตรลูกไหนให้เสียงเพราะที่สุด แล้วก็ซื้อใบนั้นไป

อย่างที่บอกว่า หลังจากที่โดนบาตรปั๊มมาแย่งตลาดไป จำนวนของชาวบ้านบาตรที่ยังคงทำบาตรอยู่ก็ลดจำนวนลงไปด้วยเช่นกัน จนตอนนี้เหลืออยู่เพียง 5 ครอบครัวเท่านั้นที่ยังคงทำบาตรกันอยู่ เมื่อฉันถามป้ากฤษณาถึงอนาคตของการทำบาตรพระในชุมชนนี้ ป้าบอกว่า วันหนึ่งอาชีพก็คงจะหมดไป คนที่มารับช่วงต่อก็คงไม่มี ลูกหลานของป้าเองก็ยังเป็นนักเรียนนักศึกษาอยู่ ก็อาจจะให้ช่วยทางด้านอื่น แต่ถ้าหากมีใครสนใจมาเรียนก็ยินดีจะให้ความรู้ ถือว่าชุมชนบ้านบาตรนี้เป็นแหล่งให้ความรู้ ใครมาก็ยินดีสอน

แม้ ชุมชนบ้านบาตรในวันนี้จะยังเหลือครอบครัวที่ทำบาตรอยู่เพียง 5 ครอบครัวเท่านั้น แต่เสียงตีบาตรดังก๊องแก๊งๆ ก็ยังคงดังอยู่ในซอยบ้านบาตร ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมายังรู้สึกว่า ชุมชนบ้านบาตรนี้เป็นชุมชนที่มีชีวิตอยู่ มิได้เหลือแต่เพียงชื่อเหมือนกับชุมชนอื่นๆ อีกหลายๆ แห่งในกรุงเทพแห่งนี้

การเดินทาง ไปยังชุมชนบ้านบาตร จากเสาชิงช้าเดินไปตามถนนบำรุงเมืองมุ่งหน้าไปทางแยกสำราญราษฎร์ เมื่อข้ามสะพานสมมติอมรมารคให้เลี้ยวขวาเข้าไปในถนนบริพัตร เดินไปประมาณเกือบกลางซอยจะเห็นซอยบ้านบาตรอยู่ทางซ้ายมือ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมาชมอยู่ที่เวลา 11.00-15.00 เนื่องจากชาวชุมชนจะกำลังทำบาตรกันพอดี

สอบถามรายละเอียด ติดต่อคุณป้ากฤษณา แสงไชย โทร. 0-2819-3641 กด 7, 0-6997-6621

สำหรับย่านเสาชิงช้านอกจากบ้านบาตรแล้วยังมีสถานที่ที่น่าสนใจให้ เที่ยวชมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัดสุทัศนเทพวราราม ที่มีเสาชิงช้าสีแดงสดตั้งโดดเด่นอยู่ด้านหน้าวัด มีโบสถ์พราหมณ์ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน

พิธีโล้ชิงช้าที่ว่านั้นเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เพื่อต้อนรับพระ อิศวรที่เสด็จลงมาเยี่ยมโลก แต่พิธีที่ว่านี้ได้เลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 7 ยังคงเหลือเพียงเสาชิงช้าที่เด่นเป็นสง่าท้าแดดฝนมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ย่านเสาชิงช้ายังเป็นแหล่งรวมร้านขายสังฆภัณฑ์ และย่านร้านอร่อย อีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

คลองบางกอกน้อย


สัมผัสวิถีริมน้ำชาวฝั่งธน ยลเสน่ห์"คลองบางกอกน้อย"
อดีตเส้นแม่เจ้าพระยาสายเก่าอย่าง"คลองบางกอกน้อย" แม้จะผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านฝน และผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายชั่วอายุคน แต่กระนั้นคลองบางกอกน้อยก็ยังคงอบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่งวิถีริมน้ำของชาว บางกอกฟากฝั่งธน ที่ผสานวิถีเก่ากับวิถีใหม่เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

เดิมนั้นคลองบางกอกน้อยคือแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม จนในสมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราชแห่งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา สยามประเทศได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติอย่างสม่ำเสมอ พระองค์จึงโปรดเกล้าให้ขุดคลองลัดขึ้นที่ย่านบางกอกในปีพ.ศ. 2065 ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อยผ่านโรงพยาบาลศิริราช(ในปัจจุบัน) จนถึงปากคลองบางกอกใหญ่ข้างวัดอรุณฯ เพื่อสะดวกต่อการคมนาคม ทำให้คลองลัดที่ขุดขึ้นใหม่นี้มีกระแสน้ำไหลเป็นร่องพุ่งแรงและคล่องกว่า เดิม

สุดท้ายคลองลัดก็ขยายกว้างกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่ ส่วนแม่น้ำสายเดิมนั้นกลับแปรเปลี่ยนแคบลงจนกลายเป็นจนเหลือเป็นคลองที่ เรียกว่า "คลองบางกอกน้อย" ซึ่งในเส้นทางของคลองสายนี้ ปัจจุบันถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมน้ำชั้นยอดที่ชาวต่างชาติต่างให้ความสนใจ กันเป็นจำนวนมาก ส่วนคนชนบทอย่างฉันเมื่อมีโอกาสก็ไม่พลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะฉันอยากไปเห็นกับตาตัวเองว่าวิถีริมน้ำของคนเมืองกรุงจะแตกต่างจากวิถี ริมน้ำของคนต่างจังหวัดมากน้อยแค่ไหน

และแล้วการทริปการล่องเรือชมแง่งามของคลองบางกอกน้อยก็เริ่มขึ้นที่ ท่าเรือท่าช้าง โดยหลังจากที่เรือแล่นตัดแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่เขตคลองบางกอกน้อย จุดแรกที่น่าสนใจและถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของลำคลองสายนี้ก็คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี ที่ภายในจัดแสดงเรือพระราชพิธีองค์สำคัญๆ อาทิ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ และเรือในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่รวมทั้งหมดแล้ว 8 ลำด้วยกัน

สำหรับพิพิธภัณฑ์ฯเรือพระราชพิธีฯแห่งนี้ ฉันเคยพาคุณผู้อ่านไปเที่ยวชมอย่างเจาะลึกแล้ว เพราะฉะนั้นจึงขอข้ามไปล่องคลองบางกอกน้อยต่อ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันยังคงยืนยันเหมือนเดิมก็คือพิพิธภัณฑ์ฯเรือพระราชพิธี แห่งนี้คืออีกหนึ่งของดีแห่งสยามที่ผู้รักในศิลปะไทยน่าจะหาโอกาสไปเที่ยวชม สักครั้ง(หรือหลายๆครั้งก็ได้)

จากพิพิธภัณฑ์ฯเรือพระราชพิธี ฉันล่องเรือต่อและไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือบริเวณชุมชนบ้านบุ ซึ่งนี่คือแหล่งทำขันลงหินชั้นยอดหนึ่งเดียวในกรุงเทพฯ เป็นผลิตภัณฑ์โอทอป 5 ดาว ที่มีชื่อเสียงลือชื่อในเรื่องความงดงาม

ขันลงหินที่เลื่องชื่อของบ้านบุนั้นมีความทนทานและสวยงาม เมื่อลองเคาะดูจะมีเสียงที่ดังกังวาน นิยมทำเป็นเครื่องดนตรี บางบ้านใช้เป็นขันใส่น้ำดื่มเนื่องจากขันลงหินจะช่วยให้น้ำเย็นกว่าปกติ หรือใช้เป็นขันใส่ข้าวตักบาตร เพราะจะทำให้ข้าวมีกลิ่นหอมก็ได้เช่นกัน

เดิมชาวชุมชนบ้านบุเป็นชาวอยุธยาที่หนีพม่ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อครั้ง เสียกรุงฯครั้งที่ 2 โดยได้มารวมกลุ่มตั้งบ้านเรือนขึ้นบริเวณนี้ และได้ร่วมกันทำขันลงหินขาย ก่อนจะถ่ายทอดฝีมือจากรุ่นสู่รุ่นสืบต่อกันมากว่า 200 ปี แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป คนสนใจซื้อและสนใจทำขันลงหินน้อยลง ทำให้ปัจจุบันเหลือบ้านเพียงหลังเดียวที่ยังคงประกอบอาชีพทำขันลงหินอยู่ แต่ก็เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซ้ำที่เมื่อเร็วๆนี้เกิดไฟไหม้ขึ้นที่ชุมชนบ้านบุ ทำให้ขันหินส่วนหนึ่งที่ทำมาด้วยความยากลำบากเสียหาย แต่กระนั้นทางบ้านที่ทำก็ยังยืนยันว่าจะทำอาชีพนี้ต่อไปอย่างไม่ท้อแท้ต่อ อุปสรรคที่เกิดขึ้น

ใกล้ๆกับชุมชนบ้านบุ เดินไปอีกไม่กี่ก้าวฉันก็ไปถึงยัง วัดสุวรรณาราม ที่เดิมนั้นชื่อ"วัดทอง"สร้าง ขึ้นในสมัยอยุธยา วัดแห่งนี้นับเป็นอีกหนึ่งวัดงามย่านฝั่งธน ที่ในสมัยพระเจ้าตากสินเคยใช้เป็นแดนประหารชีวิตเฉลยศึกพม่านับพันคน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้สถาปนาวัดนี้ใหม่และทรงพระราชทานนามว่า"วัดสุวรรณาราม"

สำหรับสิ่งที่ถือเป็นความโดดเด่นของวัดแห่งนี้ก็คือ พระอุโบสถ ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ที่นิยมสร้างหลังคาโค้งแอ่นเหมือนท้องเรือสำเภา หน้าบันจำหลักลายรูปเทพพนมและรูปนารายณ์ทรงครุฑปิดทอง ส่วนภายในโบสถ์ มีพระศาสดาเป็นพระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดปางมารวิชัย ฝีมือช่างสมัยสุโขทัย ที่สง่างามด้วยทรวดทรงอันอ่อนช้อย

มีเรื่องเล่าว่า พระศาสดาโปรดวิ่งม้ามาก(วิ่งม้าในสมัยนั้นคือ ให้เด็กขี่ม้าก้านกล้วยแล้ววิ่งรอบพระอุโบสถ) หลังจากที่อัญเชิญมาจากสุโขทัยมาประดิษฐานไว้ที่วัดสุวรรณารามแล้ว มีคนมาบนบานสานกล่าวเรื่องของการงานและการค้าขาย เมื่อสำเร็จผลก็ได้ฝันว่า มีพราหมณ์ท่านหนึ่งมาบอกว่าให้แก้บนด้วยการวิ่งม้า ก็เลยเป็นที่มาของการวิ่งม้าแก้บนที่วัดแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีมีเรื่องเล่าอีกว่า มีคนมาวิ่งม้าแก้บนแต่แกล้งวิ่งหลอกๆ ไม่ยอมวิ่งจริงๆ เขาทำได้แป๊บเดียวเท่านั้นเอง จูก็มีมือขนาดยักษ์มาเขกหัว ทั้งๆที่บริเวณนั้นไม่มีใครเลย ซึ่งนับแต่นั้นมาทำให้หลายๆคนไม่กล้าวิ่งม้าหลอกๆแก้บนที่วัดแห่งนี้ เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไร ฉันคงไม่อาจรู้ได้ แต่ที่รู้ก็คือ "ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่"

นอกจากพระประธานที่สง่างามแล้ว ภายในโบสถ์วัดสุวรรณารามยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ระดับคลาสสิค อันเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันมาก เพราะเป็นการประชันฝีมือการวาดภาพกันระหว่าง อาจารย์ทองอยู่กับอาจารย์คงแป๊ะ ยอดจิตกรแห่งต้นยุครัตนโกสินทร์ โดยในสมัยรัชกาลที่ 3 พระองค์ได้โปรดเกล้าฯให้ช่างหลวงมาวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเมื่อคราวที่บูรณะ วัดแห่งนี้ ซึ่งการบูรณะครั้งนั้นอาจารย์ทองอยู่ (หลวงวิจิตรเจษฎา) จิตกรเอกชาวไทยได้มาเขียนเรื่องเนมิราชชาดก ที่เป็นภาพของการบำเพ็ญอธิฐานบารมี ส่วนอาจารย์คงแป๊ะ (หลวงเสนีย์บริรักษ์) ได้เขียนเรื่องมโหสถชาดกซึ่งเป็นภาพของการบำเพ็ญปัญญาบารมี ประดับไว้ที่ฝาผนัง

ภาพของอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน มีข้อสังเกตง่ายๆว่าเป็นงานของใคร สำหรับงานของอาจารย์คงแป๊ะจะมีเส้นที่เล็กและคมกว่าเพราะใช้พู่กันจีนปลาย แหลมจึงได้เส้นที่คมกว่าทำให้ภาพคนที่เขียนโดยอาจารย์คงแป๊ะมีอารมณ์ที่หลาก หลายแตกต่างกันออกไป แต่โดยสรุปแล้วฉันถือว่างดงามทั้งคู่ แต่น่าเสียดายว่ากาลเวลาและการซ่อมแซมในยุคหลังๆได้ทำให้ภาพคลาสสิ คของอาจารย์ทั้ง 2 ลบเลือนไปไม่น้อย

เรือแล่นลึกเข้าไปในคลองบางกอกน้อย ระหว่างทางภาพวิถีชีวิตริมสองฝั่งน้ำมี ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ภาพบ้านไม้ริมฝั่งน้ำที่บ้านหลายๆหลังมีศาลาท่าน้ำสร้างเอาไว้ให้เรือเทียบ ท่า และเป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ ในขณะที่บางบ้านศาลาท่าน้ำคือที่รับแขกและที่นั่งร่ำสุราชั้นดี ภาพเด็กเล็กเด็กโตที่นุ่งกางเกงในตัวเดียวปีนขึ้นบนต้นไม้หรือบนสะพานไม้ ข้ามคลองเก่าๆก่อนกระโดดตูม!!! ลงมา ภาพชาวบ้านนั่งซักผ้าตรงหัวกระไดท่าเรือ หรือนุ่งผ้าถุงอาบน้ำสระผมกันอย่างเรียบง่าย

นอกจากนี้ในหลายๆบ้านก็ยังคงใช้เรือเป็นพาหนะรองในการสัญจรไปไหนมา ไหน ทำให้มีเรือลำเล็กๆจอดเทียบท่าอยู่ทั่วไปตามบ้านเรือนริมคลองบางกอกน้อย โดยบางช่วงจะมีเรือพายขายไอติม ขายกุ้ยช่าย หรือเรือขายของสารพัดอย่างประมาณร้านโชว์ห่วยริมน้ำ แล่นผ่านไปมา ทำให้ฉันเห็นแล้วอดนึกถึงแม่น้ำลำคลองแถวบ้านไม่ได้

และนี่ถือเป็นอีกหนึ่งวิถีของคนกรุงฯที่แตกต่างจากย่านศูนย์การค้าโดยสิ้น เชิง ซึ่งภาพเหล่านี้นับวันยิ่งมายิ่งเหลือน้อยลงทุกที

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ตั้งอยู่ที่ เชิงสะพานอรุณอมรินทร์ ถ.อรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 โทรศัพท์ 0-2424-0004 ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท คนต่างชาติ 30 บาท เปิดให้เข้าชมทุกวัน ในเวลา 09.00-17.00 น. ค่าธรรมเนียมการถ่ายภาพ 100 บาท ถ่ายวีดีโอ 200 บาท

ขันลงหินบ้านบุ“เจียม แสงสัจจา” ตั้งอยู่ที่ 133 ตรอกบ้านบุ ถนนจรัญสนิทวงศ์ 32 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 โทรศัพท์ 0-2424-1689

วัดสุวรรณาราม ตั้งอยู่ที่ 33 ซ.จรัญสนิทวงศ์ 32 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 โทรศัพท์ 0-2434-7790-1 บริเวณวัดเปิดทุกวันตั้งแต่ 05.00-21.00 น. พระอุโบสถไม่เปิดให้เข้าชม ยกเว้นจะขอเข้าชมเป็นกรณีพิเศษต้องโทรแจ้งล่วงหน้า

ผู้ที่สนใจล่องเรือเที่ยวคลองบางกอกน้อยสายเก่า สามารถรวมกลุ่มมาติดต่อที่เรือมิตรเจ้าพระยา ท่าช้าง (เรือจุได้ประมาณ 40 คน)

ตระเวนเยาวราช ไหว้ 8 ศาลเจ้าเอาฤกษ์ตรุษจีน


วัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ วัดจีนที่สำคัญวัดหนึ่ง

วันตรุษจีนใกล้จะมาถึงอีกแล้ว ช่วงนี้ย่านเยาวราชคงกำลังคึกคักกันน่าดู ฉันเองแม้จะเป็นคนไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็อยากจะมีส่วนร่วมในบรรยากาศวัน ตรุษจีนกับเขาบ้าง ก็เลยจะขออินเทรนด์ด้วยการไปไหว้พระในวัดจีน หรือศาลเจ้าเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงวันตรุษจีนกะเขาด้วย

วันนี้ฉันจะตระเวนไหว้ศาลเจ้าย่านเยาวราชทั้ง 8 ศาลเจ้าด้วยกัน เหตุผลที่ต้องไหว้แปดแห่งก็เพราะว่าเลขแปด หรือที่อ่านตามภาษาจีนว่า "ฝาด" นั้น หมายถึงความร่ำรวย มั่งคั่ง ก็แบบเดียวกับที่คนไทยชอบเลขเก้าเป็นพิเศษเพราะออกเสียงตรงกับคำว่าก้าวหน้า นั่นแล

อันศาลเจ้าทั้งแปดแห่งที่ฉันจะไปไหว้นี้ เริ่มต้นกันที่ "วัดมังกรกมลาวาส" หรือชื่อจีนว่า "วัดเล่งเน่ยยี่" วัดจีนที่มีชื่อเสียงที่สุดในเยาวราช ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ตรงกันข้ามกับตลาดเยาวราช วัดนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2414 โดยพระอาจารย์จีนวังสมาธิวัตร (สกเห็ง) เพื่อเผยแพร่ศาสนาพุทธลัทธิมหายาน และต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนชื่อให้เป็นวัด มังกรกมลาวาสในภายหลัง

ภายในวัดเล่งเน่ยยี่นี้มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปสีทองแบบจีน มีวิหารอยู่ด้านหน้า ประดิษฐานรูปท้าวจตุโลกบาลเป็นรูปหล่อเขียนสี แต่งกายแบบนักรบจีน และยังมีรูปปั้นของเทพเจ้าตามความเชื่อในลัทธิเต๋าและเทพเจ้าพื้นเมืองอื่นๆ ของจีน นอกจากนั้นยังมีวิหารอีก 3 หลัง คือวิหารอวโลกิเตศวร ประดิษฐานรูปเจ้าแม่กวนอิม วิหารปฐมบูรพาจารย์ ประดิษฐานรูปเหมือนของพระอาจารย์จีนวังสมาธิวัตร และวิหารสังฆปรินายก ประดิษฐานเซียนหลักโจ้ว ซึ่งเป็นหมู่เทพซึ่งเชื่อกันว่าจะให้ความคุ้มครอง ช่วยในเรื่องสุขภาพ การค้า และความรักได้ด้วย

วัดมังกรฯ นี้มีคนไปไหว้กันเยอะตลอดเวลา ควันธูปลอยฟุ้งไปหมด แต่ช่วงนี้ในวัดอาจจะมีคนที่เกิดในปีจอ ปีมะโรง ปีมะแม และปีฉลู ไปกันมากหน่อย เพราะผู้ที่เกิดในปีที่ว่ามาถือเป็นดวงที่ "ชง" หรือไม่ถูกกับปีจอหมาปีนี้ ต้องมาสะเดาะเคราะห์ที่วัดมังกรฯ นี้ ดังนั้นถ้าใครกลัวว่าดวงปีนี้จะไม่ดีอยากจะมาไหว้ก็ขอเชิญได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไหว้ไม่เป็นหรือทำตามขั้นตอนไม่ถูก เพราะเขามีคำแนะนำเขียนบอกไว้อย่างละเอียด

จากวัดมังกรฯ ฉันเดินไปในตลาดเยาวราชเลี้ยวซ้ายเข้าไปยังตรอกเล็กๆ ที่ชื่อว่าตรอกอิสรานุภาพ เพื่อไปยังศาลเจ้าเล่งบ้วยเอี้ย ศาลเจ้าที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งในเยาวราช สำหรับประวัติของศาลเจ้านี้บอกไว้ว่า จากหลักฐานที่พบทำให้ทราบว่าศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นก่อน พ.ศ.2201 หรือตรงกับสมัยอยุธยาตอนกลาง ที่ศาลเจ้าแห่งนี้มีเทพเจ้าเล่งบ้วยเอี้ย เป็นที่เคารพสักการะของชาวจีนทั้งหลาย

ที่นี่ฉันได้เห็นคนเอาผ้าแดงมาผูกไว้บริเวณขาของโต๊ะบูชาไว้จนเต็มไป หมด ด้วยความสงสัยไม่ทราบธรรมเนียมจีนจึงไปสอบถามมาได้ความว่า ผ้าแดงนี้เมื่อเขียนชื่อ-นามสกุล หรือสิ่งที่ต้องการขอ แล้วจึงนำไปผูกไว้เพื่อเป็นการฝากตัวเองหรือญาติมิตรไว้ให้เทพเจ้าเล่งบ้วย เอี้ยคุ้มครองดูแล เป็นการฝากเนื้อฝากตัวว่างั้นเถอะ

จากนั้นเดินทางต่อไปยังตลาดเก่าเยาวราชเพื่อไปไหว้ศาลเจ้าพ่อกวนอูและ เทพเจ้าม้า สำหรับเทพเจ้ากวนอูนั้น คนไทยคงรู้จักท่านจากเรื่องสามก๊ก เทพเจ้ากวนอูนั้นเป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรม ปัญญา และสัจจะ ส่วนเทพเจ้าม้านั้นก็มีคนนิยมมาไหว้เพื่อขอให้ท่านช่วยในเรื่องของหน้าที่ การงาน เชื่อว่าจะได้เป็นเจ้าคนนายคนและมีลูกน้องบริวารที่ดี หากมีลูกลูกก็จะเลี้ยงง่าย ไม่ดื้อ และคนที่มาไหว้เทพเจ้าม้านี้ก็จะไหว้ผักสด เช่นผักกาดหรือผักบุ้ง

มาต่อกันที่ศาลเจ้าแห่งที่สี่ ที่วัดบำเพ็ญจีนพรต (ย่ง ฮก ยี่) ซึ่งเป็นวัดที่เล็กที่สุดที่อยู่ในเยาวราช อยู่ในตรอกเต๊า มีพื้นที่เท่าๆ กับตึกแถวเพียงห้องเดียวเท่านั้น วัดแห่งนี้เคยเป็นศาลเจ้าร้างมาก่อน ต่อมาได้มีพระจากเวียดนามมาบูรณะจนกลายเป็นวัดบำเพ็ญจีนพรต และได้รับป้ายนามพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ด้วย

ที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่พระพุทธรูป และพระอรหันต์สิบแปดองค์ที่ทำจากกระดาษ หรือที่เรียกว่า เปเปอร์มาเช่ แต่ดูสวยงามไม่แพ้พระพุทธรูปหล่อ หรือปูนปั้นเลย ปัจจุบันวัดบำเพ็ญจีนพรตมีพระภิกษุจำพรรษาอยู่ 9 รูปด้วยกัน

หยุดพักเหนื่อยดื่มน้ำท่ากันสักครู่ แล้วไปต่อกันที่มูลนิธิเทียนฟ้า ไม่ไกลจากซุ้มเฉลิมพระเกียรติ มูลนิธิแห่งนี้เป็นมูลนิธิแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงมอบทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ พร้อมตู้เก็บพระไตรปิฎก บทสวดมนต์ 2 ตู้ให้กับมูลนิธิแห่งนี้ และปัจจุบันตู้ก็ยังคงตั้งอยู่ 2 ข้างขององค์เจ้าแม่กวนอิมปางประทานพร องค์ประธานของศาลเจ้าแห่งนี้อยู่

สำหรับเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้แกะสลักจากไม้เนื้อหอมแล้วลงรักปิดทอง รูปร่างกำยำล่ำสัน ซึ่งมีประวัติเล่าว่า จริงๆ แล้วท่านเป็นผู้ชาย แต่ไม่สามารถช่วยเหลือสตรีได้ จึงเนรมิตกายเป็นผู้หญิง ผู้ที่มาไหว้มักขอพรให้มีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน

เดินทางต่อมายังถนนทรงวาด มีศาลเจ้าเล่าปุนเถ่ากง ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีนแต้จิ๋วอายุ 200 กว่าปี ที่เมื่อมีงานเทศกาลหรืองานสารท ก็จะมีผู้คนจากทั่วสารทิศมากราบไหว้ท่าน เชื่อว่าหากได้สักการะแล้วจะเหมือนมีผู้คอยดูแลทุกข์สุขให้ โดยในอดีตนั้นเรือสำเภาที่มาจากเมืองจีนก่อนจะมาขึ้นที่ท่าเรือตรงนี้จะต้อง จุดประทัดบูชาเทพเจ้าเสียก่อน

จากนั้นไปไหว้ศาลเจ้าโจวซือกง ย่านตลาดน้อย เทพเจ้าองค์สำคัญของชาวจีนฮกเกี้ยน และเป็นเทพแห่งหมอยาด้วย รูปปั้นของเทพเจ้าองค์นี้มีลักษณะที่ผิดแปลกจากรูปปั้นอื่น เพราะมีลักษณะสีดำทั้งองค์ ผู้คนนิยมมาไหว้ท่านเพราะมีความเชื่อกันว่าถ้าได้มาไหว้เทพองค์นี้แล้วจะหาย จากโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ก็การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐมิใช่หรือ

และศาลเจ้าแห่งที่แปด ที่สุดท้ายที่จะไปไหว้กันในวันนี้ก็คือ "ศาลเจ้าไต้ฮงกง" ที่อยู่ตรงกันข้ามกับสถานีตำรวจพลับพลาชัย ศาลเจ้าไต้ฮงกงหรือที่รู้จักกันดีในนามของ มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง เป็นอีกที่ที่มีผู้คนมาทำบุญสะเดาะเคราะห์และต่อดวงชะตาด้วยการบริจาคซื้อ โลงศพกันมาก แต่ก่อนที่จะไปทำบุญก็ต้องมากราบไหว้เจ้าไต้ฮงกงกันก่อน ซึ่งตามประวัติท่านเป็นนักบวชที่กลายเป็นเทพเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ คอยช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก

เหนื่อยไม่ใช่เล่นเหมือนกันกับการตระเวนเยาวราชเพื่อไหว้ศาลเจ้าทั้ง แปดแห่ง แต่จริงๆ แล้วศาลเจ้าต่างๆ ในย่านเยาวราชยังมีอีกมากมายไม่น้อยกว่า 20 ศาล แต่สำหรับฉันแค่แปดแห่งนี้ก็น่าจะพอสำหรับการต้อนรับเทศกาลตรุษจีนที่ใกล้จะ มาถึงนี้ เอาเป็นว่า ขอกล่าวคำว่า "ซินเจียอยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้" ไว้ล่วงหน้ากับคนไทยเชื้อสายจีนทุกคนเลยก็แล้วกัน

พระราชวังพญาไท




แหล่งที่มา : manager.co.th (โดย : หนุ่มลูกทุ่ง)

พระราชวังพญาไท งดงาม คลาสสิค

นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้ก็เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ฉันได้จรลีจากบ้านเกิดเมืองนอนในชนบท(หรือที่คนเมืองกรุงส่วนใหญ่มักจะ เรียกว่าบ้านนอกคอกนา) มุ่งสู่เมืองหลวงที่เต็มพรึ่ดไปด้วยป่าคอนกรีต

กรุงเทพฯวันนี้แม้จะไม่ใช่เมืองฟ้าอมรอย่างเช่นในอดีต แต่กระนั้นในบางซอกบางมุมของกรุงเทพฯก็ยังมีแง่งามของความเป็นเมืองหลวงแห่ง สยามประเทศให้ชวนค้นหาและสัมผัสในความงดงาม ซึ่งหากมองอย่างเพ่งพินิจกรุงเทพฯมีสถานที่งดงามและสถานที่น่าสนใจอยู่เป็น จำนวนมาก เพียงแต่ว่าบางครั้งอาจถูกหลายๆคนมองข้ามไป เพราะภาพปัจจุบันของกรุงเทพฯถูกฉาบเคลือบไปด้วยสีสันความทันสมัย ความพลุกพล่าน การแข่งแย่งแข่งขัน และวิถีแห่งทุนนิยมสารพัดสารพันของยุคโลกาภิวัตน์

แต่ด้วยความที่คนชนบทอย่างฉันอยากค้นหาในแง่งามของกรุงเทพฯ ฉันจึงเลือกที่จะเที่ยวท่อมๆตะลุยเมืองกรุงไปตามเส้นทางของคนที่ไม่ประสี ประสาต่อวิถีแบบเมืองหลวง ซึ่งก็มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป แต่เนื่องในวันปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ "หนุ่มลูกทุ่ง"อย่างฉันขอเลือกส่งความสุขด้วยการพาไปสัมผัสกับแง่งามบางส่วน ของเมืองกรุงเทพฯ ในรูปแบบของรวมมิตรลุยกรุงเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แด่แฟนานุแฟนมิตรรักนัก อ่านทุกท่าน

สีสันสนามหลวง

ถ้าพูดถึงกรุงเทพฯ สิ่งแรกที่ฉันนึกถึงและยึดเป็นจุดตั้งต้นเสมอเวลาเดินทางไปไหนต่อไหน ก็คือ "ท้องสนามหลวง" ที่หลายๆคนอาจไม่รู้ว่ากรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนสนามหลวงให้เป็นโบราณ สถานมาตั้งแต่ปี 2520 โน่นแน่ะ

สนามหลวงจะเป็นพื้นที่รูปทรงรีๆขนาด 74 ไร่ 63 ตารางวา ที่ไม่น่าเชื่อว่าผืนดินธรรมดาที่ไม่ธรรมดาแห่งนี้ จะมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย ที่นี่เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ฉันเปรียบเป็นเหมือนสมุดบันทึกเล่มใหญ่ๆ ที่ได้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ของบ้านเมืองเอาไว้มากมาย เพราะเท่าที่ฉันรู้ สนามหลวงนี้ก็มีมาพร้อมๆ ตั้งแต่เมื่อแรกสร้างกรุงเทพฯ คือเคยเป็นที่ทำนาของชาวบ้านมานับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราชเลยทีเดียว

http://www.phyathaipalace.org/main/
ติดต่อสอบถามการเข้าชม หรือสมทบทุนบูรณะได้ที่
พระราชวัง พญาไท (ภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า)
เลขที่ ๓๑๕ ถ.ราชวิถี เขตราชเทวี
กรุงเทพ ๑๐๔๐๐
โทร. ๐๒ ๓๕๔ ๗๙๘๗