บริการถ่ายภาพสุดประทับใจ

..คลิกที่รูป...บริการถ่ายภาพสุดประทับใจ prewedding รับปริญญา พิธีการต่าง แฟชั่น อีกมากมาย ติดต่อ : 0899274733 msn:tuchkay@hotmail.com
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดพระแก้ว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดพระแก้ว แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

วัดพระแก้ว : สุดยอดแห่งงานศิลปกรรม


ตั้งแต่แรกที่เปิดคอลัมน์ "ลุยกรุง" ขึ้นมา สถานที่ในดวงใจแห่งแรกที่ฉันตั้งใจจะเขียนถึงก็คือที่ "วัดพระแก้ว" นี่แหละ เพราะตามความคิดของฉันแล้ว ที่นี่เป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของกรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นพร้อมกับพระบรมมหาราชวัง และสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการสร้างกรุงเทพฯ เลยทีเดียว เรียกว่าถ้ามีญาติฉันจากบ้านนอกจะมาเที่ยวกรุงเทพเมื่อไร ฉันก็ต้องแนะนำให้ไปวัดพระแก้วเป็นที่แรก

แต่ที่ต้องรอแล้วรอเล่า พาไปเที่ยวที่อื่นเสียนานกว่าจะได้มาที่วัดพระแก้วนี้ ก็เพราะอยากจะเก็บข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับวัดพระแก้วให้แน่นปึ้กเสียก่อนที่จะมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเรื่องราวของวัดพระแก้วนั้น ถ้าจะพูดกันให้จบในวันเดียวก็คงจะได้แค่กระผีก เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ล้วนแล้วแต่น่าสนใจมากมายเหลือเกิน ดังนั้นฉันก็เลยต้องตัดแบ่งเป็นหลายตอนเสียหน่อย เพื่อจะได้ชมวัดพระแก้วกันอย่างถ้วนทั่ว

เพราะฉะนั้น ในวันนี้ฉันจึงจะพาทุกคนมาชมภาพกว้างๆ ของวัดพระแก้วกันก่อน ในเรื่องของการสร้างวัด และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่วิจิตรงดงามไปทุกสิ่ง ถือได้ว่าเป็นสุดยอดของศิลปกรรมไทยในทุกด้าน

วัดพระแก้วนั้น มีชื่อเรียกเต็มๆ อย่างเป็นทางการว่า "วัดพระศรีรัตนศาสดาราม" แต่เรียกกันอย่างง่ายๆ ว่าวัดพระแก้ว และพระประธานในพระอุโบสถนั้นก็เรียกชื่อเต็มๆ ว่า "พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ทำขึ้นจากหินสีเขียวสวยงามมาก

มาว่ากันถึงการสร้างวัดพระแก้วกันก่อน คงต้องย้อนไปในปี พ.ศ.2325 เมื่อตอนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองหลวงจากฝั่งธนบุรีข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาฝั่งพระนคร พระองค์ก็ได้สร้างพระบรมมหาราชวังขึ้น รวมทั้งได้สร้างวัดภายในวังหลวงขึ้นเพื่อเป็นที่สำหรับประกอบพระราชกุศล รวมทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ทรงอัญเชิญมาจากกรุงเวียงจันทน์ ด้วย และเนื่องจากวัดพระแก้วเป็นวัดที่อยู่ภายในพระบรมมหาราชวัง จึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ซึ่งเป็นไปตามแบบแผนการสร้างพระบรมมหาราชวังมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา

ทีนี้ไปดูกันดีกว่าว่า ในอาณาเขตของวัดพระแก้วนี้ มีสิ่งก่อสร้างอะไรบ้าง เพราะเชื่อว่าบางคนที่มาวัดพระแก้วก็จะมุ่งตรงไปสักการะพระแก้วมรกตในพระ อุโบสถเพียงอย่างเดียว จนละเลยสิ่งอื่นภายในวัดที่มีความน่าสนใจไม่น้อยกว่ากัน หรือบางคนที่แม้จะเดินชมสิ่งต่างๆ ภายในวัดจนทั่วแล้ว แต่ก็อาจไม่รู้ว่าสิ่งก่อสร้างนั้นๆ ไว้ใช้ทำอะไร และสำคัญอย่างไร

เรามาเริ่มจาก พระอัษฎามหาเจดีย์ หรือพระปรางค์แปดองค์ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของวัด หรือด้านที่ตรงข้ามกับกระทรวงกลาโหมกันก่อนดีกว่า พระปรางค์แปดทั้งองค์นี้เป็นปรางค์ฐานแปดเหลี่ยม ตกแต่งลวดลายปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบสีแตกต่างกันไปทั้งแปดองค์ โดยแต่ละองค์มีชื่อเรียกต่างกันไป พระปรางค์เหล่านี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จุดประสงค์ก็เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

ทีนี้มาทางด้านทิศเหนือกันบ้าง ที่หอพระมณเฑียรธรรม ที่ถือว่าเป็นห้องสมุดแห่งแรกของกรุงเทพฯ เลยก็ว่าได้ เพราะที่นี่เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก ซึ่งหอพระมณเฑียรธรรมที่เห็นนี้เป็นหลังใหม่ และเป็นฝีมือของช่างวังหน้า โดยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วังหน้าในรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ช่างมาสมทบสร้างถวาย ซึ่งฝีมือของช่างวังหน้านั้นก็ถือว่าสุดยอดอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นศิลปะของวังหน้าหนึ่งเดียวในวังหลวงก็ว่าได้

หอพระมณเฑียรธรรมเป็นอาคารแบบไทยทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความน่าสนใจอยู่ตรงหน้าจั่วที่เป็นรูปพระพรหมทรงหงส์อยู่เหนือพระอินทร์ทรง ช้างเอราวัณอีกที และก็มีหนุมานซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของวังหน้าสอดแทรกอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น ลวดลายบนกรอบไม้เหนือหน้าต่าง ถ้าใครอยากชมต้องรอโอกาสในวันพระ เพราะที่หอมณเฑียรธรรมนี้จะเปิดใช้เป็นที่แสดงธรรมเทศนาในวันพระเท่านั้น

ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหอมณเฑียรธรรม ก็คือหอพระนาก ซึ่งเดิมเป็นที่ประดิษฐานพระนาก และเป็นที่เก็บพระอัฐิของเจ้านายฝ่ายใน แต่เมื่อมีการซ่อมแซมอีกครั้งในรัชกาลที่ 3 จึงได้ย้ายพระนากและพระพุทธรูปอื่นๆ ออกไป ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของของวังหน้าในรัชกาลที่ 1-4 รวมทั้งพระอัฐิของเจ้านายในพระบรมราชจักรีวงศ์อีกด้วย

มีคำถามว่า แล้วพระนากจากหอพระนาก ถูกย้ายไปประดิษฐานที่ไหน คำตอบก็อยู่ข้างๆ หอพระนากนั่นเอง นั่นก็คือที่พระเศวตกุฎาคารวิหารยอด หรือเรียกสั้นๆ ว่าวิหารยอด ก่อนนี้วิหารยอดเป็นที่ประดิษฐานพระเทพบิดร ซึ่งเป็นเทวรูปของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยา และภายหลังก็ได้ย้ายพระนาก และพระพุทธรูปศิลามาประดิษฐานไว้ด้วยกัน

อ้าว... เดินชมแค่เดี๋ยวเดียวอย่าเพิ่งทำเป็นหมดแรง เดินต่อมาทางด้านทิศใต้ของวัดพระแก้วกันบ้าง ที่หอพระคันธารราษฎร์ ซึ่งตั้งอยู่บนฐานไพที (ฐานร่วมของหลายอาคาร) เป็นที่ประดิษฐานพระคันธารราษฎร์ พระพุทธรูปปางขอฝน ตัวองค์พระนั้นสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 โดยพระคันธารราษฎร์นั้น ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญสำหรับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

หอพระคันธารราษฎร์เพิ่งจะสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 และตั้งชื่อตามพระพุทธรูปที่ประดิษฐานไว้ภายใน นอกจากนั้น ภายในหอพระแห่งนี้ก็ยังมีการตกแต่งลวดลายที่เกี่ยวข้องกับการกสิกรรมต่างๆ เช่น บานหน้าต่างก็มีลวดลายเป็นรูปพระพิรุณทรงนาค และด้านล่างเป็นรูปรวงข้าว มีปูปลาแหวกว่ายอยู่ในท้องน้ำ และจิตรกรรมฝาผนังด้านในก็เป็นเรื่องราวของพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล แรกนาขวัญและพิรุณศาสตร์อีกด้วย และบนฐานไพทีเดียวกันก็เป็นที่ตั้งของมณฑปยอดปรางค์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เช่นกัน เพื่อเป็นที่ประดิษฐานเจดีย์โบราณที่ได้มาจากภาคเหนือ

แวะชมหอระฆังกัน อีกสักหน่อย แม้จะไม่มีกิจให้ต้องใช้ระฆังบ่อยนักเพราะวัดพระแก้วนี้ไม่มีพระสงฆ์ แต่ก็สร้างขึ้นเพื่อให้ครบตามระเบียบของการสร้างวัด เชื่อกันว่าระฆังใบนี้ขุดพบที่วัดระฆัง มีเสียงไพเราะกังวานมาก เมื่อรัชกาลที่ 1 นำระฆังนี้มาไว้ที่วัดพระแก้ว พระองค์ก็โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอระฆัง พร้อมทั้งระฆังอีก 5 ลูกไว้ให้แทนที่วัดระฆัง

ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่ใหญ่โตขึ้นอีกนิด บนฐานไพทีใหญ่ด้านข้างพระอุโบสถ ซึ่งด้านบนนั้นมีสิ่งก่อสร้างอยู่สามสิ่งด้วยกัน คือปราสาทพระเทพบิดร พระมณฑป และพระศรีรัตนเจดีย์

สำหรับพระมณฑปนั้น เป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฏกฉบับทอง อยู่ในตู้มุกทรงมณฑป บรรจุพระไตรปิฏก 84,000 พระธรรมขันธ์อยู่ภายใน แต่ก่อนนี้พระมณฑปสร้างอยู่บนฐานสูงสามชั้น ยังไม่ได้อยู่บนฐานไพทีอย่างทุกวันนี้ แต่มาถึงรัชกาลที่ 4 ก็ได้ขยายฐานให้กว้างขึ้นเพื่อสร้างพระศรีรัตนเจดีย์และปราสาทพระเทพบิดาไว้ ด้วยกัน

ถัดจากพระมณฑปมาก็เป็นพระศรีรัตนเจดีย์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่รัชกาลที่ 4 ได้มาจากลังกา รูปทรงของพระเจดีย์ก็เป็นทรงลังกา ประดับด้วยกระเบื้องโมเสกทองจากอิตาลี เมื่อส่องกระทบแสงแดดก็จะดูเจิดจ้างดงามมากๆ และภายในก็เป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์องค์เล็กที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับพระศรีรัตนเจดีย์องค์ใหญ่ที่ครอบไว้ทุกประการ

บนฐานไพทียังมีปราสาทพระเทพบิดรอีกแห่งหนึ่งที่ฉันยังไม่ได้พูดถึง รวมทั้งส่วนสำคัญที่สุดของวัดพระแก้ว นั่นก็คือพระอุโบสถและพระแก้วมรกตอีกด้วย แต่เห็นทีคงจะต้องยกยอดไปไว้คราวหน้า ต้องรอชมกันในตอนต่อไปเสียแล้วละ

พระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งอยู่ที่ ถ.หน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 ใกล้สนามหลวง เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08.30-16.30 น. ปิดขายบัตรเวลา 15.30 น. ค่าธรรมเนียม-ค่าเข้าชม: ชาวไทยไม่เสียค่าเข้าชม ชาวต่างชาติ 200 บาท โทรศัพท์ 0-2623-5500 ต่อ 1124, 3100

การแต่งกายที่เหมาะสมในการเข้าชม ควรแต่งกายให้สุภาพ ห้ามใส่เสื้อไม่มีแขน และกางเกงขาสั้น รวมทั้งกางเกงที่ยาวไม่ถึงตาตุ่ม ผู้หญิงห้ามใส่กระโปรงสั้นหรือบางจนเกินไป และไม่ควรใส่รองเท้าแตะที่ไม่สุภาพหรือไม่มีสายรัดข้อเท้า

การเดินทาง รถ ประจำทางสาย : 1, 3, 6, 9, 15, 19, 25, 30, 32, 33, 39, 43, 44, 47, 53, 59, 60, 64, 65, 70, 80, 82, 91, 123, 201, 203 รถปรับอากาศสาย : 1, 8, 25, 38, 39, 44, 506, 507, 512 หรือเดินทางโดยทางเรือ โดยนั่งเรือด่วนเจ้าพระยามาลงที่ท่าช้าง

วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

ย่ำกรุงตามรอยพระราชอาคันตุกะ


วัดพระแก้ว เป็นสถานที่หนึ่งที่พระราชอาคันตุกะให้ความสนใจไปเยี่ยมชม
เชื่อว่าหลายคนคงยังจำความสุขและความปลื้มปีติที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ดีแม้จะผ่านมากว่า 5 เดือนแล้ว

ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากให้วันดีๆ เหล่านั้นผ่านไปเร็วนัก เพราะยังจำได้ถึงความปลื้มใจที่เห็นพระราชอาคันตุกะจากหลายประเทศเสด็จมา ถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัวของเรา และพระราชอาคันตุกะแต่ละพระองค์ต่างก็ได้เสด็จไปท่องเที่ยวยังที่ต่างๆ ของประเทศ ก็น่าดีใจว่าสถานที่ท่องเที่ยวของเรานั้นได้มีแขกผู้มีเกียรติจากต่างถิ่นมา เยี่ยมเยียน

ด้วยเหตุนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ วัดพระแก้ว. เขาก็เลยปิ๊งไอเดียอยากให้ประชาชนได้มาท่องเที่ยวตามรอยพระราชอาคันตุกะกัน บ้าง จึงได้จัดเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยพระราชอาคันตุกะทั้งทางบกและทางน้ำขึ้น แต่จะไปเที่ยวที่ไหนบ้างนั้นต้องลองไปดูกัน

เริ่มต้นกันที่พระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว วัดคู่บ้านคู่เมืองของไทยเรา มีพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกตเป็นพระประธานในพระอุโบสถ และเป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั่วประเทศ นอกจากนั้นแล้ว วัดพระแก้วยังถือเป็นที่รวมของสุดยอดศิลปกรรมไทยหลายแขนงเอาไว้ ทั้งในด้านสถาปัตยกรรมอันมีสิ่งก่อสร้างงดงามต่างๆ ทั้งพระเจดีย์ พระมณฑป และหอพระต่างๆ ในด้านจิตรกรรม ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่นี่ก็นับเป็นที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาดชม

ไม่เพียงแต่เท่านั้น ก็ยังจะได้ไปชมพระบรมมหาราชวัง สถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในอดีต ซึ่งมีพระที่นั่งงดงามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระที่นั่งอมรินทวินิจฉัย พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย โดยทั้งสองสถานที่นี้ก็มีพระราชอาคันตุกะหลายพระองค์ทีเดียวที่ได้เสด็จมาชม ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 แห่งราชอาณาจักรเลโซโท เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งราชรัฐโมนาโก เจ้าชายอาโลอิส มกุฎราชกุมาร และเจ้าหญิงโซฟี มกุฎราชกุมารี พระชายาแห่งราชรัฐลิกเตนสไตน์ เจ้าชายวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ มกุฎราชกุมาร และเจ้าหญิงมักซิมา มกุฎราชกุมารีแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

มาต่อกันใกล้ๆ ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ วัดที่เป็นเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย เป็นแหล่งรวมสรรพวิทยาการต่างๆ ทั้งด้านการแพทย์ ด้านวรรณกรรม ฯลฯ รวมทั้งสิ่งล้ำค่าต่างๆ ไว้มากมาย เมื่อมาถึงวัดโพธิ์แล้วต้องไม่พลาดไปสักการะพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถที่มีพุทธลักษณะงดงามราวกับเทวดามาสร้างไว้ จากนั้นจึงไปกราบพระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่ และชมลายประดับมุกมงคล 108 ประการที่พระบาทของพระนอน และอย่าลืมไปกราบสักการะเจดีย์สี่รัชกาลที่ตั้งอยู่ใจกลางวัดโพธิ์ และชมตุ๊กตาศิลาจีนอันมีชื่อเสียงของวัดโพธิ์ด้วยล่ะ

เดินทางกันต่อผ่านถนนราชดำเนินมาที่วัดเทพธิดาราม วัดที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแก่พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นอัปสร สุดาเทพ พระราชธิดาองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงได้รับใช้เป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งของพระราชบิดา

วัดนี้สร้างตามแบบพระราชนิยมของรัชกาลที่ 3 คือทั้งพระอุโบสถ พระวิหารของวัดนี้ไม่มีช่อฟ้า ใบระกาและหางหงส์ ส่วนที่หน้าบันก็ประดับด้วยเครื่องกระเบื้องจีนแทน ส่วนภายในพระอุโบสถก็น่าสนใจไม่น้อย มีพระประธานที่สร้างด้วยศิลาขาวที่อัญเชิญมาจากพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เฉลิมพระนามว่า "พระพุทธเทววิลาศ"

ส่วนในพระวิหารก็ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่ เพราะด้านหน้าพระประธานในพระวิหารนั้น มีรูปหมู่อริยสาวิกา (ภิกษุณี) ที่ได้รับเอตทัคคะ หล่อด้วยดีบุกประดิษฐานถึง 52 องค์ โดยแต่ละองค์ จะมีใบหน้าและอิริยาบถที่แตกต่างกัน โดยมีพระนางปชาบดีโคตรมี (เอตทัคคะด้านรัตตัญูญู) พระน้านางของพระพุทธเจ้าและถือเป็นภิกษุณีองค์แรก ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง

นอกจากนั้นที่นี่ก็ยังมีกุฏิที่สุนทรภู่ กวีเอกสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เคยจำพรรษาขณะบวชเป็นพระภิกษุอยู่ด้วย ซึ่งปัจจุบันทางวัดได้อนุรักษ์กุฏิไว้และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมได้ทุก วัน

ติดๆ กับวัดเทพธิดารามก็คือวัดราชนัดดาราม วัดที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระราชทานเป็นเกียรติแก่พระราชนัดดา คือ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี (ซึ่งภายหลังเป็นพระมเหสีในรัชกาลที่ 4) วัดแห่งนี้มีความโดดเด่นตรงที่โลหะปราสาทงามสง่าที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พระนครแทนการสร้างพระเจดีย์เช่นพระอาราม อื่น นับเป็นโลหะปราสาทแห่งที่ 3 ของโลก ลักษณะของปราสาทสูง 3 ชั้น มียอดทั้งหมด 37 ยอด หมายถึงโพธิ์ปักขิยธรรม 37 ประการ ตรงกลางสร้างเป็นมณฑปภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ มีบันไดไม้เวียน 67 ขั้น รอบแกนที่เป็นเสาไม้ใหญ่ขึ้นไปด้านบนให้เดินขึ้นไปดูทิวทัศน์ของกรุงเทพมหา นครด้านบนได้

บริเวณด้านข้างวัดราชนัดดารามก็คือลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ซึ่ง เป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง และมีพระบรมราชานุสาวรย์ของรัชกาลที่ 3 พระมหากษัตริย์ที่ทรงมีศรัทธาแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนาอยู่ที่นี่ด้วย

คราวนี้เดินทางกันไกลหน่อย มาถึงพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาดกัน บ้าง ในอดีตนั้นวังแห่งนี้เคยเป็นที่พำนักของ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต และพระชายา ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ซึ่งพระองค์เจ้าจุมภฏนี้เป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 5

เหตุที่วังแห่งนี้ได้ชื่อว่าวังสวนผักกาด ก็เนื่องจากเคยเป็นสวนผักกาดเก่ามาก่อน และท่านเจ้าของวังนั้นทรงโปรดปรานเครื่องประดับเรือนเป็นอย่างยิ่ง พระองค์จึงทรงตกแต่งตำหนักด้วยโบราณวัตถุหลายประเภท ดังนั้นหลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ลง พระชายาจึงได้อุทิศวังแห่งนี้ให้เป็นพิพิธภัณท์จัดแสดงโบราณวัตถุ และเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมได้นับแต่นั้นมา

นอกจากนั้นก็ยังมีการจัดแสดง "พิพิธภัณฑ์ดนตรี ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ" ที่ภายในมีการจัดแสดงเครื่องดนตรีไทยในทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ซึ่งพระองค์ได้รับการยกย่องให้เป็น "พระบิดาแห่งเพลงไทยสากล" โดยเครื่องดนตรีที่จัดแสดงอยู่ภายในห้องล้วนมีประวัติและความสำคัญที่น่า สนใจ ได้แก่ กลองโบราณขนาดใหญ่ ระนาด ฆ้อง และซอสามสาย ซึ่งเจ้าชายอาโลอิส มกุฎราชกุมารแห่งราชรัฐลิกเตนสไตน์ เสด็จมาทอดพระเนตรที่วังสวนผักกาดแห่งนี้ด้วย

ก่อนจะไปปิดท้ายเส้นทางตามรอยฯ กันที่สวนลุมไนท์บาซาร์ ไปเดินชอปปิ้งยามค่ำคืนกันที่ตลาดนัดกลางคืนของคนเมืองกรุงที่มีสินค้าให้ เลือกซื้อหลากหลาย ทั้งเสื้อผ้า ของประดับ ของแต่งบ้าน งานฝีมือไอเดียบรรเจิดมากมายมารวมไว้

และที่ไม่อยากให้พลาดก็คือ ต้องมาชม "นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก" หรือรู้จักกันดีในชื่อ "โจหลุยส์ เธียเตอร์" ที่เพิ่งไปคว้ารางวัลการแสดงทางวัฒนธรรมยอดเยี่ยมมาได้สดๆ ร้อนๆ ที่กรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเชก ในปี 2549 นี้เอง

ก็เป็นอันจบเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยพระราชอาคันตุกะแต่เพียงเท่านี้ แต่ขอบอกว่านี่เป็นเพียงเส้นทางบนบกเท่านั้น แต่ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งที่เป็นเส้นทางตามรอยทางน้ำ แต่จะไปตามรอยที่ไหนบ้างนั้นต้องรอดูกันตอนหน้าแล้วล่ะ

สนใจสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยพระราชอาคันตุกะได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร.0-2250-5500 ต่อ 3493

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

ชมสิ่งละอันพันละน้อยใน " วัดพระแก้ว "


ฉันกลับมายืนอยู่ที่วัดพระแก้วอีกครั้งตามสัญญาที่บอกว่าจะพากลับมา เก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่ได้พูดถึงเมื่อตอนที่แล้ว เพราะวัดพระแก้วนี้เป็นถึงวัดในวังหลวง เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจไปทั้งหมดนั่นแหละ ถ้าอย่างนั้นเราก็มามีความสุขกับสิ่งเล็กๆ ในวัดพระแก้วกันเถอะ

เริ่มตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินผ่านเข้ามาในประตูวิเศษไชยศรี ประตูทางเข้าใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เมื่อเดินเข้ามาแล้วก็จะเห็นสนามหญ้าเขียวขจีอยู่ทางซ้ายมือ สนามนั้นมีชื่อว่าสนามไชย และถัดจากสนามไชยเข้าไปก็จะเป็นกำแพงรั้วสีขาวของวัดพระแก้ว มองเข้าไปเห็นยอดของพระศรีรัตนเจดีย์ ยอดพระมณฑป และยอดปราสาทพระเทพบิดร วางเรียงตัวซ้อนกัน แถมด้วยหลังคาพระอุโบสถตั้งอยู่ข้างๆ ดูได้มุมพอเหมาะพอเจาะพอดี บรรดากรุ๊ปทัวร์ทั้งหลายจึงนิยมให้ลูกทัวร์มาถ่ายรูปหมู่กันตรงนี้

และนอกจากจะเป็นฉากยอดฮิตของนักท่องเที่ยวแล้ว มุมนี้ก็ถือเป็น "มุมเหรียญบาท" อีกตะหาก อ้าว... ถ้าไม่เชื่อก็ลองเอาเหรียญบาทมาพลิกดูด้านหลังสิ รูปเดียวกันเปี๊ยบเลย

เอ้า... ทีนี้เดินกันต่อมุ่งหน้าเข้าสู่ประตูวัดพระแก้วกันเถอะ คนไทยอย่างเราไม่ต้องเสียสตางค์ค่าตั๋ว เดินสบายใจเฉิบเข้าสู่วัดพระแก้วได้เลย สำหรับประตูที่ทุกคนจะต้องผ่านเข้าไปนี้ก็คือประตูพระฤๅษี เมื่อผ่านเข้าไปก็จะได้เจอกับฤๅษีเฒ่านั่งชันเข่าอยู่บนแท่นสูงท่าทางสบาย อารมณ์ หน้าตาก็ดูจะใจดี ยิ้มแย้มให้ทุกคนที่ผ่านประตูเข้ามายังอาณาเขตวัดพระแก้วราวกับเป็นคนต้อน รับแขกอย่างไรอย่างนั้น

ว่าแต่... ท่านฤๅษีผู้นี้เป็นใครกันนะ มีป้ายติดบอกไว้ว่าท่านชื่อชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งตามพุทธประวัติแล้ว ชีวกโกมารภัจจ์นั้นก็เป็นแพทย์ที่เก่งมาก รวมทั้งยังเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าอีกด้วย และสำหรับพระฤๅษีตนนี้ก็เป็นฤๅษีหมอที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องของยาสมุนไพร และแพทย์แผนโบราณทั้งหลาย ซึ่งรูปหล่อของท่านได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นรูปหล่อโลหะสำริด

ส่วนทางด้านหลังพระฤๅษีก็จะมี พระโพธิธาตุพิมาน พระปรางค์โบราณที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากพุทธคยา ซึ่งรัชกาลที่ 4 ทรงอัญเชิญมาจากทางเหนือ พร้อมทั้งให้สร้างมณฑปทรงมงกุฎไว้ประดิษฐานพระปรางค์นี้อีกด้วย

ทีนี้เดินต่อมากราบพระแก้วมรกตพระประธานของวัดกันบ้าง หากใครอยากจะกราบไหว้ด้วยธูปเทียนดอกไม้ เขาก็มีที่จุดธูปเทียนบูชาอยู่บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ บางคนไม่ไหว้อย่างเดียว แต่ขอบนบานศาลกล่าวต่อพระแก้วอีกต่างหาก ซึ่งหากว่าสิ่งที่บนเอาไว้สำเร็จขึ้นมาก็จะต้องมาแก้บนกันตรงนี้แหละ

สำหรับของที่ผู้คนนิยมนำมาแก้บนพระแก้วมรกตนั้นก็มีตั้งแต่สิ่งของ ธรรมดาอย่างพวงมาลัย ดอกไม้ ผลไม้ ฯลฯ ไปจนถึงของที่ดูจะแปลกกว่าที่อื่นๆ อย่างน้ำพริกปลาร้า และไข่ต้ม เพราะเชื่อกันว่าพระแก้วมรกตมาจากประเทศลาว ก็คงต้องชอบอาหารอีสานอะไรทำนองนั้น ซึ่งเรื่องที่คนนิยมมาบนบานกับท่านก็เป็นเรื่องทั่วๆ ไป เช่นเรื่องสุขภาพการงานต่างๆ

ไม่ใช่แต่จะมีคนมาขอโน่นขอนี่กับท่านเพียงอย่างเดียว แต่พระแก้วมรกตยังต้องทนฟังใครต่อใครที่มาสาบานกับท่าน เพราะเมื่อคนสองคนที่ขัดแย้งกันต่างถือว่าตัวเองพูดความจริงไม่มีใครยอมใคร จะพึ่งใครให้มาตัดสินก็ไม่ได้ จึงต้องหันมาหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เห็นตัวอย่างมามากแล้วทั้งประชาชนทั้งนักการเมือง ไม่ยอมให้ท่านอยู่อย่างสงบๆ บ้างเลย

กราบพระแก้วตรงจุดนี้แล้วก็เข้าไปกราบท่านในพระอุโบสถอีกครั้ง นั่งสงบจิตสงบใจสักพักหนึ่ง แล้วค่อยออกมาแวะชมครุฑยุดนาคทรงเครื่องสังวาลตรงบริเวณฐานพระอุโบสถด้านนอก กันดีกว่า ตรงนี้ก็เป็นมุมถ่ายรูปยอดฮิตอีกมุมหนึ่ง เพราะฉากหลังที่เป็นครุฑยุดนาคขนาด ย่อมเรียงรายกันไปรอบพระอุโบสถนั้นดูสวยงามมากทีเดียว ว่าแต่ว่า... ครุฑเหล่านี้มีอยู่กี่ตัวกันแน่นะ อยากรู้ก็ต้องเดินนับกันเสียหน่อย 1-2-3 ....นับได้ 112 ตัวพอดี ถ้าใครกลัวฉันจะนับไม่ถูกลองไปนับใหม่ดูอีกรอบ แล้วมาบอกกันด้วยนะ อ้อ... แล้วอย่าลืมแวะชมสิงโตสำริด 6 คู่ที่ว่ากันว่านำมาจากเมืองบันทายมาศของเขมร รวมกับที่หล่อขึ้นเองในไทยที่ตั้งอยู่ด้านข้างประตูด้วยล่ะ

จากพระอุโบสถ เดินมาบนฐานไพทีบริเวณปราสาทพระเทพบิดร มาดูสัตว์ประหลาดในจินตนาการแบบไทยๆ เป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ที่เรียกว่าสัตว์หิมพานต์กันดีกว่า สัตว์หิมพานต์เหล่านี้มีอยู่ทั้งหมด 7 คู่ด้วยกัน ยืนอยู่ตามมุมต่างๆ ใกล้ๆ ตัวปราสาท ก็มีทั้งอสุรวายุภักษ์ ท่อนบนเป็นยักษ์ท่อนล่างเป็นนก อัปสรสีห์ ท่อนบนเป็นนางอัปสร ท่อนล่างเป็นราชสีห์ยืนพนมมือ สิงหพานร ท่อนบนเป็นพญาวานร ท่อนล่างเป็นราชสีห์ สองมือถือกระบอง

แล้วก็ยังมีกินนร และกินนรี ท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นนก มือหนึ่งแตะบั้นเอว มือหนึ่งยกระดับอก เทพปักษี เป็นเทวดาที่มีปีกและหางเหมือนนก มือข้างหนึ่งถือพระขรรค์ อีกข้างหนึ่งจีบระดับอก เทพนรสิงห์ ท่อนบนเป็นเทวดา ท่อนล่างเป็นราชสีห์ มือหนึ่งแตะบั้นเอว อีกมือหนึ่งถือกิ่งไม้ไว้ระดับอก และอสูรปักษี ท่อนบนเป็นยักษ์ท่อนล่างเป็นนก มือหนึ่งแตะเอว อีกมือหนึ่งยื่นออกมาด้านหน้า สัตว์หิมพานต์เหล่านี้เป็นรูปหล่อปิดทองเป็นประกายงดงาม และมักจะเป็นดาราหน้ากล้องของนักท่องเที่ยวอยู่เสมอๆ

แต่ว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดบนฐานไพทีนอกจากสิ่งก่อสร้างใหญ่โตแล้วก็ต้องยกให้ นครวัดจำลอง ที่เมื่อใครได้เห็นก็ต้องร้องว่า "มาได้ยังไงนี่?!?"

ต้องเฉลยว่า ที่มีนครวัดจำลองมาอยู่ในวัดพระแก้วได้นี้ก็เพราะรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น โดยในขณะนั้นเขมรยังเป็นของประเทศสยามอยู่ รัชกาลที่ 4 โปรดปราสาทหินของเขมรมาก รวมทั้งเห็นว่าเป็นของแปลก จึงมีรับสั่งให้รื้อเอานครวัดมาไว้ที่ประเทศไทย ผู้ที่รับคำสั่งก็จนด้วยเกล้าเพราะปราสาทหินนครวัดนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะ เคลื่อนย้ายได้ พระองค์จึงเปลี่ยนพระทัยให้นำเอาปราสาทหินที่เล็กกว่ามาแทน ก็คือปราสาทตาพรหม แต่คณะที่ทรงส่งไปดำเนินการก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้สำเร็จ ซ้ำยังโดนชาวเขมรทำร้าย เพราะปราสาทเหล่านี้เป็นของรักของหวงของชาวเขมร ในท้ายที่สุดพระองค์จึงโปรดให้สร้างนครวัดจำลองขึ้นแทนและนำมาไว้ในวัดพระ แก้วแห่งนี้

อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่พูดถึงไม่ได้เลย นั่นก็คือยักษ์วัดพระแก้วที่ ตัวสูงใหญ่หน้าตาขึงขัง ทำหน้าที่เป็นทวารบาลถือกระบองยืนยามเฝ้าประตูอยู่คนละด้านวันทั้งคืนอย่าง ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยักษ์ทั้ง 6 คู่ เหล่านี้ต่างก็มีที่มาจากเรื่องรามเกียรติทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่คู่แรกที่ยืนเฝ้าประตูพระฤๅษี มีชื่อว่า จักรวรรดิ และอัศกรรณมารา คู่ที่เฝ้าประตูเกยเสด็จ (หน้า) มีชื่อว่า สุริยาภพ และอินทรชิต คู่ที่เฝ้าประตูหน้าวัวชื่อ มังกรกัณฐ์ และวิรูฬหก คู่ที่เฝ้าประตูพระศรีรัตนศาสดาชื่อว่า ทศคีรีธร และทศคีรีวัน คู่ที่เฝ้าประตูเกยเสด็จ (หลัง) มีชื่อว่า ทศกัณฐ์ และสหัสเดชะ และคู่สุดท้าย เฝ้าประตูสนามไชยคือ ไมยราพ และวิรุญจำบัง

ยักษ์แต่ละตัวนั้นก็จะมีสีสันและรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ใครอยากรู้จักตัวไหนให้มากขึ้นก็ต้องกลับไปอ่านรามเกียรติกันใหม่เสียแล้ว แต่รับรองว่าแต่ละตัวก็มีบทบาทที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่ยักษ์เหล่านี้ก็มีสิ่งที่แปลกกว่าทวารบาลทั่วไปอยู่อย่างหนึ่งคือ ทวารบาลอื่นๆ มักจะสร้างให้หันหน้าออกด้านนอก นัยว่าให้ช่วยปกป้องความชั่วร้ายต่างๆ ที่จะเข้ามาด้านใน เช่นยักษ์ที่วัดอรุณราชวรารามฯ ก็ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก หันหน้าออกนอกพระอุโบสถ แต่ยักษ์ที่วัดพระแก้วนี้กลับอยู่ด้านใน แถมยังหันหน้าเข้าสู่ด้านในวัดเหมือนกันหมดเสียอีก ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของวัดพระแก้วนี้เหมือนกัน

ปิดท้ายอีกนิดหนึ่ง ที่พิพิธภัณฑ์วัดพระแก้ว เรียกว่าไม่ไปไม่ได้เลยทีเดียว เพราะมีข้าวของมากมายที่สำคัญๆ เก็บรักษาเอาไว้ แต่คนส่วนมากมักเดินไปไม่ค่อยถึง เพราะตัวพิพิธภัณฑ์จะอยู่บริเวณพระบรมมหาราชวัง ใกล้กับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเลี้ยวออกตั้งแต่หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทไปเสีย แล้ว

เดิมชมวัดพระแก้วกันมาสามตอนติดกันก็ดูเหมือนจะยังไม่อิ่ม แต่จะเดินนานกว่านี้ฉันก็กลัวว่าจะมีคนเบื่อเอาเสียก่อน เอาเป็นว่าถ้าใครยังไม่จุใจ ก็ต้องใช้เวลามาเดินชมเอง แต่รับรองว่ามีแต่สิ่งที่ควรค่าแก่การชมทั้งสิ้น เพราะที่นี่คือวัดที่มีความสำคัญที่สุดของกรุงเทพมหานครของเรา

พระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งอยู่ที่ ถ.หน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 ใกล้สนามหลวง เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08.30-16.30 น. ปิดขายบัตรเวลา 15.30 น. ค่าธรรมเนียม-ค่าเข้าชม: ชาวไทยไม่เสียค่าเข้าชม ชาวต่างชาติ 200 บาท โทรศัพท์ 0-2623-5500 ต่อ 1124, 3100

การแต่งกายที่เหมาะสมในการเข้าชม ควรแต่งกายให้สุภาพ ห้ามใส่เสื้อไม่มีแขน และกางเกงขาสั้น รวมทั้งกางเกงที่ยาวไม่ถึงตาตุ่ม ผู้หญิงห้ามใส่กระโปรงสั้นหรือบางจนเกินไป และไม่ควรใส่รองเท้าแตะที่ไม่สุภาพหรือไม่มีสายรัดข้อเท้า

การเดินทาง รถ ประจำทางสาย : 1, 3, 6, 9, 15, 19, 25, 30, 32, 33, 39, 43, 44, 47, 53, 59, 60, 64, 65, 70, 80, 82, 91, 123, 201, 203 รถปรับอากาศสาย : 1, 8, 25, 38, 39, 44, 506, 507, 512 หรือเดินทางโดยทางเรือ โดยนั่งเรือด่วนเจ้าพระยามาลงที่ท่าช้าง