บริการถ่ายภาพสุดประทับใจ

..คลิกที่รูป...บริการถ่ายภาพสุดประทับใจ prewedding รับปริญญา พิธีการต่าง แฟชั่น อีกมากมาย ติดต่อ : 0899274733 msn:tuchkay@hotmail.com

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เที่ยวไปกับจักรยาน…ตะลุยย่านบางมด


การเดินทางท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ นั้นก็มีหลายแบบ จะนั่งรถเมล์เที่ยวก็ได้ นั่งเรือเที่ยวก็เย็นสบายดี หรือจะเดินเท้าท่องเที่ยวก็ได้ใกล้ชิดธรรมชาติไม่น้อย แต่สำหรับทริปนี้ฉันจะขอเปลี่ยนบรรยากาศมาลองขี่จักรยานเที่ยวดูบ้าง เพราะนอกจากจะไม่ใช่ใช้น้ำมันแล้วยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ขี่ไป ชมวิวไป หากเหนื่อยนักก็พักเสียก่อนไม่ได้เร่งรีบร้อนรนไปไหน

ยิ่งเมื่อทางกองการท่องเที่ยวกรุงเทพฯ กับกรุงเทพมหานคร ได้ทำเส้นทางขี่จักรยานท่องเที่ยวย่านบางมดเพื่อให้ประชาชนได้ออกกำลังกาย เมื่อมีโอกาสเหมาะฉันจึงไปยืมจักรยานเพื่อนมาปั่นกินลมชมวิวร่วมกับสมาชิก นักปั่นจำนวนหนึ่ง

การขี่จักรยานนั้นแน่นอนว่าจะได้รับสายลมแสงแดดอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องเตรียมตัวก่อนไปขี่จักรยานนั้นก็คือต้องเตรียม เสื้อผ้าให้เหมาะสม ควรเป็นเสื้อแขนยาวที่ระบายความร้อนได้ดี เพื่อป้องกันแสงแดดและทำให้เราไม่ร้อนจนเกินไป กางเกงที่ใส่หากเป็นกางเกงสำหรับขี่จักรยานโดยเฉพาะก็จะดีมาก เพราะจะทำให้ขี่ได้นานโดยไม่เมื่อย สวมหมวกกันแดดอีกใบ จากนั้นก็เตรียมไปลุยย่านบางมดกันได้เลย

เราเริ่มต้นขี่จักรยานจากสวนธนบุรีรมย์ใน ตอนเช้าที่อากาศกำลังดี วิ่งไปตามถนนพุทธบูชา มุ่งหน้าไปที่ซอยประชาอุทิศ 69 มาดูฟาร์มแพะกันก่อนเป็นที่แรก น่าแปลกอยู่เหมือนกันที่ในกรุงเทพฯ จะมีฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทั้งที่จริงๆ แล้วน่าจะอยู่ตามชานเมืองหรือที่ต่างจังหวัดมากกว่า ส่วนเหตุที่มีฟาร์มแพะอยู่ในแถบนี้ก็เนื่องจากว่าชาวชุมชนในย่านนี้เป็นชาว ไทยอิสลามอยู่รวมกันค่อนข้างหนาแน่น จึงนิยมเลี้ยงแพะไว้กินเนื้อแทนหมูนั่นเอง

ที่นี่มีฟาร์มแพะอยู่ถึง 2 ฟาร์มด้วยกัน และฟาร์มแห่งแรกที่ฉันแวะมาเยือนเป็นแห่งแรกนี้ก็เป็นฟาร์มแพะเนื้อ ที่บรรดาผู้เลี้ยงแพะมารวมตัวกันในชื่อว่า "กลุ่มเกษตรเลี้ยงสัตว์ทุ่งครุ" ซึ่งก็มีทั้งแพะและแกะมาเลี้ยงรวมกัน ฉันเองก็ไม่ค่อยจะได้คลุกคลีสัมผัสกับสัตว์ประเภทนี้สักเท่าไร แต่มาวันนี้ก็ได้มาใกล้ชิดถึงขนาดได้ "จับแพะ" (แบบที่ตำรวจชอบทำ) จึงได้รู้ว่าแพะนี่ก็เป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ ที่น่ารักไม่ใช่น้อย แต่ก็น่าสงสารที่บรรดาแพะเหล่านี้จะต้องถูกกิน

นอกจากจะได้ชมและจับแพะแล้ว ที่นี่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับแพะๆ มาขาย ทั้งสบู่ ครีมอาบน้ำ โลชั่นบำรุงผิว และครีมหน้าขาวที่ทำมาจากนมแพะ ถ้าอยากลองว่าผลิตภัณฑ์จากแพะใช้ดีแค่ไหนก็ลองมาซื้อกันได้ที่นี่

จากฟาร์มแพะเนื้อ มาที่ฟาร์มแพะนมบ้าง ฟาร์มที่นี่ชื่อว่า "ซาอุดี้ฟาร์ม" มีแพะอยู่มากกว่า 300 ตัว อยู่รวมกันในโรงเลี้ยงขนาดใหญ่ที่กั้นแบ่งเป็นคอกๆ ส่วนมากเป็นแพะสีขาวสะอาด มีทั้งแม่แพะและลูกแพะอยู่ในคอกเดียวกัน

นมแพะนี้เขาว่ามีประโยชน์มาก มีคุณค่าทางอาหารเทียบเท่ากับน้ำนมคน และดูดซึมสู่ร่างกายได้ง่ายกว่านมวัว แถมยังมีเอนไซม์ วิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยปรับระดับไขมันในเลือด และรักษาโรคต่างๆ ได้อีกมากมาย ว่าแล้วก็ดื่มนมแพะจากฟาร์มซักขวดหนึ่งดีกว่า

ได้นมแพะเพิ่มพลังทำให้มีแรงขี่จักรยานเต็มร้อย ฉันปั่นต่อยัง "วัดพุทธบูชา" เพื่อแวะไหว้พระ สำหรับวัดแห่งนี้มีประวัติการสร้างอยู่ว่า นายเล็กและนางทองคำ เหมือนโค้ว เป็นผู้ยกที่ดินให้สร้างวัดขึ้นในปี พ.ศ.2497 ฉันเลี้ยวรถเข้าไปในบริเวณวัดเพื่อแวะไปไหว้พระประธานในโบสถ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่จำลองแบบมาจากพระพุทธชินราช พระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพิษณุโลกมาเป็นพระประธานในอุโบสถวัดพุทธบูชา แห่งนี้

ได้พักไหว้พระสบายๆ แล้วก็อย่าลืมเดินไปด้านหลังโบสถ์ซึ่งอยู่ติดกับคลองบางมด ในคลองแห่งนี้เต็มไปด้วยปาชนิดต่างๆ เช่น ปลาสวาย ปลาเทโพ ฯลฯ ใครอยากทำบุญให้อาหารปลาที่นี่ต่อก็ได้ โดยที่ท่าน้ำวัดพุทธบูชานี้สามารถนั่งเรือหางยาวชมทัศนียภาพสองฝั่งคลอง บางมดได้ หรือจะนั่งยาวไปออกที่ชายทะเลกรุงเทพฯ ก็ยังได้ด้วย

แต่ตอนนี้ฉันยังไม่อยากนั่งเรือ จึงขอเดินทางด้วยจักรยานต่อไปที่ "วัดยายร่ม" เอ... ยายร่มนี่เป็นใครกันหนอ ถ้าอยากรู้ต้องรีบๆ ปั่นไปดูแล้วล่ะ แต่ระยะทางจากวัดพุทธบูชาไปที่วัดยายร่มนี่ไกลพอดูเชียวล่ะ เพราะฉะนั้น ก้มหน้าก้มตาปั่นกันต่อไปดีกว่า

ไม่นานเราก็เดินทางมาถึงวัดยายร่มจนได้ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง มีอายุกว่า 200 ปีแล้ว คือสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ.2365 เดิมมีชื่อว่าวัดจุฬามณี แต่ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อตามชื่อคนสร้าง ก็คือยายร่มซึ่งเป็นชาวบางมดนี่เอง วัดแห่งนี้แม้จะเป็นวัดเก่าแก่แต่ก็ไม่เหลือสิ่งก่อสร้างเก่าๆ แล้ว แต่ก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจ เช่น โบสถ์ของวัดยายร่มนั้นมีความงดงามแปลกจากวัดอื่นๆ โดยพระครูโสภิตบุญญาทร เจ้าอาวาสวัดได้นำรูปแบบงานแกะสลักไม้แบบล้านนามาใช้แทนการวาดจิตรกรรมฝา ผนัง โดยได้นำช่างจากอำเภอสันกำแพง และอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่มาเป็นผู้แกะสลัก

ไม้ที่นำมาแกะสลักนั้นก็คือไม้สัก แต่ละแผ่นนั้นก็ต้องใช้เวลาและความประณีตเป็นอย่างมาก บางแผ่นใช้เวลาถึง 6 เดือนเลยทีเดียว และเมื่อแกะเสร็จแล้วไม้จำหลักเหล่านั้นก็ถูกนำมาติดไว้ภายในโบสถ์ทั้งหลัง จึงนับว่าเป็นโบสถ์ที่งดงามและน่าสนใจอีกหลังหนึ่งของเขตจอมทอง

และในบริเวณวัดยายร่มนี้ ก็ยังเป็นที่ตั้งของ "พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเขตจอมทอง" อีกด้วย ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะบอกถึงเรื่องราวต่างๆ ในเขตจอมทองทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้มีการขุดคลองด่าน ขึ้นในเขตจอมทอง ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านแถบนี้ผูกพันกับคลองมาเป็นเวลานาน

พิพิธภัณฑ์นี้ยังทำให้ฉันรู้ว่า วิถีชีวิตของชาวชุมชนเขตจอมทองนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะประกอบอาชีพทำสวน โดยสวนส้มบางมดนั้นถือเป็นผลิตภัณฑ์ชื่อดังที่เคยได้ยินชื่อเสียงกันมาเป็น เวลานานแล้ว แม้ว่าจะมีบางช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมจนทำให้สวนส้มบางมดแทบจะสูญพันธุ์ ไป แต่ปัจจุบันก็ได้มีการปลูกส้มบางมดขึ้นในหลายพื้นที่เพื่อให้ชาวสวนส้มรักษา พันธุ์ส้มของตนเอาไว้

และนอกจากการทำสวนแล้ว ในเขตจอมทองนี้ก็ยังเคยมีการปลูกข้าวอีกด้วย เรียกว่าเป็นนาสวน คือปลูกข้าวไว้ในร่องสวนเพื่อกินเองในครอบครัว ไม่เสียพื้นที่ว่างในสวนแถมยังมีข้าวกินอีกต่างหาก แต่ปัจจุบันนี้ก็ไม่มีนาข้าวในเห็นแล้วล่ะ ถ้าใครอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเขตจอมทองมากกว่านี้ก็ต้องมาเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์นี้เองเสียแล้ว

มาปิดเส้นทางขี่จักรยานกันที่ "วัดหลวงพ่อโอภาสี" ในซอยพุทธบูชา 39 หลวงพ่อโอภาสีนี้เป็นพระสงฆ์ที่เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไปเป็น อย่างมาก ท่านบำเพ็ญเพียรทางจิตด้วยการเพ่งพระอาทิตย์ บูชาไฟเพื่อทำเตโชกสิณ เล่ากันว่าท่านนำข้าวของทั้งหลายที่ญาติโยมถวายมาเผาไฟ เพื่อแสดงถึงการตัดกิเลสทั้งหลาย เพราะท่านถือว่า จิตใจของมนุษย์นั้นถูกเผาผลาญด้วยไฟราคะแห่งกิเลสซึ่งไม่สามารถต้านทานได้ นอกจากจะกลายเป็นเถ้าถ่าน มีเพียงการตายเท่านั้นจึงจะหลุดพ้น

แต่เดิมนั้นหลวงพ่อโอภาสีอาศัยอยู่ที่วัดบวรนิเวศ และได้เดินทางมาแสวงหาที่สงบปฏิบัติธรรมที่ละแวกนี้ เมื่อก่อนนี้คนเรียกวัดหลวงพ่อโอภาสีว่าสวนอาศรมบางมด จนเมื่อได้มีการออกประกาศจัดตั้งให้เป็นวัดเมื่อปี พ.ศ.2536 นี้เอง

สำหรับตัวหลวงพ่อนั้นได้มรณภาพไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 สังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย และยังเก็บไว้ให้ผู้ที่ศรัทธามากราบไหว้กัน โดยอยู่ภายในองค์เจดีย์หลวงพ่อโอภาสีนั่นเอง และมีประชาชนเดินทางมาบูชาถึงที่วัดเป็นจำนวนมาก

ฉันจบเส้นทางขี่จักรยานด้วยร่างกายที่ค่อนข้างระบมเนื่องจากไม่ได้ ออกกำลังกายบ่อยนัก แต่ก็เชื่อว่าถ้าได้ขี่จักรยานบ่อยๆ เข้าก็ สิ่งหนึ่งที่จะได้แน่ๆ ก็คือร่างกายที่แข็งแรง และก็จะได้ท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ในอีกบรรยากาศหนึ่งที่สนุกสนานไม่น้อยเลยทีเดียว

สอบถามเส้นทางขี่จักรยานท่องเที่ยวครั้งหน้าได้ที่ กองการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร โทร.0-2225-7612 ถึง 4

เที่ยว“วัดหมู”ดูพระประธาน 28 องค์แห่งเดียวในเมืองกรุงฯ


หลังจากที่ได้รู้จักกับเรื่องหมูๆ ในกรุงเทพฯ กันไปในตอนที่แล้ว วันนี้ฉันยังเหลืออีกหนึ่ง “หมู” ที่ยังไม่ได้แนะนำให้รู้จักกัน นั่นก็คือ “วัดหมู” หรือ “วัดอัปสรสวรรค์” นั่นเอง

วัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยใดนั้นยังไม่สามารถระบุหลัก ฐานที่แน่ชัดได้ รู้แต่สาเหตุที่เรียกวัดนี้ว่าวัดหมูนั้นก็เนื่องจากว่า ผู้สร้างวัดแห่งนี้เป็นชาวจีนชื่ออู๋ มีอาชีพเลี้ยงหมูเป็นผู้สร้างขึ้น เมื่อมีวัดแล้วหมูเหล่านั้นก็มาเดินเพ่นพ่านเต็มลานวัด ชาวบ้านจึงเรียกว่าวัดหมูกันมาตั้งแต่นั้น แม้ภายหลังไม่มีหมูมาเดินแล้วก็ยังเรียกกันว่าวัดหมูต่อมา

ภายหลังจากที่จีนอู๋สร้างวัดนี้ขึ้นแล้ว เวลาล่วงไปวัดก็ทรุดโทรมลงไปตามกาล จนมาถึงในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) เห็นว่าวัดหมูทรุดโทรมมาก จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า อยู่หัว เพื่อปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ พระองค์จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้สถาปนาวัดนี้ขึ้นใหม่ทั้ง วัด

และหลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เพิ่มอีก และในครั้งนั้นก็ได้พระราชทานชื่อวัดให้ใหม่ว่า “วัดอัปสรสวรรค์” เพื่อเป็นที่ระลึกแด่เจ้าจอมน้อย ซึ่งมีความสามารถในการแสดงละครเรื่องอิเหนา เป็นตัวสุหรานากงได้ดี จนได้รับฉายาว่า เจ้าจอมน้อยสุหรานากง และในการบูรณะครั้งนี้ ทำให้วัดอัปสรสวรรค์ กลายมาเป็นวัดที่มีความพิเศษหนึ่งเดียวในเมืองไทย

ฉันไปถึงวัดอัปสรสวรรค์ในตอนสายๆ ภายในวัดค่อนข้างเงียบผู้คนบางตา ไม่คึกคักเหมือนกับวัดข้างเคียงอย่างวัดปากน้ำภาษีเจริญที่มีคนแวะเวียนไป มากมายทุกวัน

เมื่อฉันไปถึง อย่างแรกที่ทำก็คือเข้าไปกราบพระในพระอุโบสถก่อนเป็นอย่างแรก พระอุโบสถวัดอัปสรสวรรค์นี้ขนาดไม่ใหญ่โตนัก สร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบจีน ซึ่งเป็นแบบพระราชนิยมของรัชกาลที่ 3 หน้าบันไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันมีลายประดับปูนปั้นแบบจีน กล่าวกันว่าสร้างคล้ายกับที่วัดราชโอรสารามฯ วัดประจำรัชกาลที่ 3

สำหรับความพิเศษหนึ่งเดียวในเมืองไทยของวัดหมูนั้นอยู่ภายในพระ อุโบสถ นั่นก็คือ แทนที่พระประธานจะมีเพียงองค์เดียวเหมือนกับโบสถ์วัดอื่นๆทั่วไป แต่ภายในอุโบสถนี้ก็กลับมีพระประธานอยู่มากถึง 28 องค์ด้วยกัน ซึ่งพระพุทธรูปเหล่านี้ รัชกาลที่ 3 เป็นผู้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น

เหตุที่สร้างพระพุทธรูปมากถึง 28 พระองค์ ก็เพื่อแทนพระพุทธเจ้าที่ได้เกิดขึ้นมาในชาติภาพต่างๆ รวมแล้ว 28 พระองค์ ได้แก่ พระพุทธตัณหังกร พระพุทธเมธังกร พระพุทธสรณังกร พระพุทธทีปังกร พระพุทธโกณฑัญญะ พระพุทธสุมังคละ พระพุทธสุมนะ พระพุทธเรวตะ พระพุทธโสภิตะ พระพุทธอโนมทัสสี พระพุทธปทุมะ พระพุทธนารทะ พระพุทธปทุมุตตระ พระพุทธสุเมธะ พระพุทธสุชาตะ พระพุทธปิยทัสสี พระพุทธอัตถทัสสี พระพุทธธรรมทัสสี พระพุทธสิทธัตถะ พระพุทธติสสะ พระพุทธปุสสะ พระพุทธวิปัสสี พระพุทธสิขี พระพุทธเวสสภู พระพุทธกกุสันธะ พระพุทธโกนาคมนะ พระพุทธกัสสปะ และพระพุทธโคตมะ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าที่เราได้เรียนรู้เรื่องราวของพระองค์

พระพุทธรูปทั้ง 28 พระองค์นี้ เป็นปางมารวิชัย หล่อขึ้นให้มีขนาดเท่าๆ กัน วางเรียงตั้งลดหลั่นกันลงมาเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมงดงามแปลกตาไม่มีวัดไหนใน ประเทศไทยและวัดไหนในโลกจะมีเหมือน และถ้าอยากจะรู้ว่าองค์ไหนเป็นองค์ไหนก็ดูได้จากตัวอักษรจารึกพระนามอยู่ที่ ฐานพระพุทธรูปแต่ละองค์ แต่จะไปชะเง้อชะแง้หรือปีนป่ายดูก็ใช่ที่ เอาเป็นว่าฉันจะบอกให้ว่าองค์ที่อยู่ด้านบนสุดนั้นคือพระพุทธเจ้าองค์แรก หรือพระพุทธตัณหังกร ส่วนองค์ที่อยู่ด้านหน้าสุดของแถวล่างก็คือ พระพุทธโคตมะ หรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนั่นเอง

และด้วยความที่วัดแห่งนี้เป็นเพียงแห่งเดียวที่มีพระประธาน 28 พระองค์ ที่วัดนี้จึงมีบทสวดมนต์พระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ซึ่งเป็นบทสวดมนต์เฉพาะของวัดอัปสรสวรรค์ ซึ่งจะใช้สวดทุกครั้งที่ทำวัตรเช้าเย็น และจะเพิ่มบทสวดนี้เป็นกรณีพิเศษด้วยในการสวดมนต์ในพิธีการต่างๆ

ด้วยความพิเศษที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวเช่นนี้ พระพุทธรูปประธาน 28 องค์ ในพระอุโบสถวัดอัปสรสวรรค์จึงถูกยกย่องให้เป็น “อันซีน บางกอก” ไปด้วยประการฉะนี้
ส่วนที่ตั้งอยู่ข้างๆ พระอุโบสถนั้นก็คือพระวิหาร เป็นศิลปะแบบจีนเช่นเดียวกัน ภายในมีพระพุทธรูปอยู่สององค์ เป็นพระปางมารวิชัยทั้งสององค์ และในภายหลังได้มีผู้มาสร้างรูปหล่อนางสุชาดา กำลังถวายข้าวมธุปายาสแก่พระพุทธเจ้าด้วย

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของพระวิหารวัดอัปสรสวรรค์ก็คือภาพ ทวารบาลที่ประตูวิหาร ซึ่งเขียนลงรักปิดทองเป็นรูปนางฟ้ากำลังเพลิดเพลินอยู่ในสระบัว ดูอ่อนช้อยงดงามสมกับชื่อวัดอัปสรสวรรค์ ต่างจากวัดอื่นๆ ที่มักทำเป็นรูปเทวดาหรือทหารที่ดูขึงขังมากกว่า

และระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารนั้น เป็นที่ตั้งของพระมณฑปสีขาวองค์ไม่ใหญ่นัก แต่ภายในนั้นเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางฉันสมอ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ พระพุทธรูปองค์นี้กล่าวว่าได้มาจากเวียงจันท์ ซึ่งอัญเชิญลงมายังกรุงเทพฯ พร้อมๆ กับพระบรมธาตุ พระบาง และพระแซกคำ

พระพุทธรูปปางฉันสมอนี้ปางคนอาจจะยังไม่คุ้นหูนัก ฉันจึงอยากขออธิบายถึงที่มาหน่อยหนึ่งว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุติสุข หรือตรัสรู้ได้ 7 สัปดาห์แล้ว ยังไม่ได้เสวยพระกระยาหารเลย ท้าวสักกอมรินทราธิราชจึงได้นำผลสมอ หรือลูกสมอซึ่งเป็นทิพย์โอสถไปถวาย พระพุทธจริยาที่เสวยผลสมอนั้นจึงถูกนำมาสร้างเป็นพระพุทธรูปปางฉันสมอนั่น เอง

แต่พระพุทธรูปปางฉันสมอในพระมณฑปนี้ เจ้าอาวาสได้อัญเชิญไปเก็บรักษาไว้บนกุฏิ และได้นำองค์จำลองมาประดิษฐานไว้แทนเพื่อความปลอดภัย

จากนั้นฉันเดินข้ามถนนสายเล็กๆ ภายในวัดมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าหอไตรเก่าแก่กลางน้ำของวัด หอไตรแห่ง นี้สร้างอยู่กลางสระน้ำเพื่อป้องกันมอดปลวกจะมากัดแทะหนังสือเสียหาย พูดถึงลวดลายของหอไตรแห่งนี้แล้วก็สวยงามมากทีเดียว ฝาผนังประดับกระจก ส่วนบานประตูและหน้าต่างก็เขียนด้วยลายรดน้ำ แม้จะดูเก่าแก่ไปมากแต่ก็ยังคงความสวยงามให้เห็น โดยหอไตรนี้ยังเป็นต้นแบบของ “หอเขียน” ที่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาดอีกด้วย

นอกจากนั้น บริเวณด้านหน้าของพระอุโบสถและพระวิหาร ก็ยังมีพระปรางค์องค์สูงใหญ่ก่ออิฐถือปูนเก่าแก่ สร้างขึ้นคู่กับวัด พระปรางค์องค์นี้มีความสูงประมาณ 15 วา และใกล้ๆ กันนั้น ก็เป็นศาลาท่าน้ำริมคลองด่าน ที่สามารถซื้อขนมปังให้อาหารปลาตรงนี้ก็ได้ หรือใครอยากจะยืนชมวิว ชมเรือหางยาวที่แล่นพานักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศชมคลองก็ได้เช่นกัน

วัดอัปสรสวรรค์ ตั้งอยู่ที่ 174 ถ.เทอดไท แขวงปากคลองภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160 พระอุโบสถและพระวิหารเปิดให้เข้าชมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-16.00 น. สอบถามรายละเอียดโทร.0-2467-5392, 0-2458-0917

การเดินทาง สามารถนั่งรถประจำทางสาย 4, 9, 10, 175 มาจนสุดสาย จากนั้นเดินต่อไปอีกประมาณ 500 เมตร มีป้ายบอกทางไปจนถึงวัด

เที่ยวย้อนอดีต ที่ "บางลำพู"


แม้จะผูกพันและคุ้นเคยกับย่านบางลำพูมาช้านานเพราะที่ทำ งานอยู่ใน ละแวกนี้ แต่จะว่าไปแล้วบางลำพูยังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าสนใจให้เที่ยวชม ค้นหา ยิ่งได้คนเก่าคนแก่แห่งบางลำพูพาไปเที่ยวชม ดังเช่นทริปนี้ที่โชคดีมากๆเมื่อ คุณป้านิด อรศรี ศิลปี ประธานประชาคมบางลำพู ที่ผูกพันอยู่ในย่านนี้มานานถึง 74 ปี ขันอาสาเป็นไกด์กิตติมศักดิ์ พาฉันไปรู้จักกับบางลำพูแบบเจาะลึกมากไปด้วยความรู้และความเพลิดเพลิน

ป้านิดอุ่นเครื่องประเดิมทริปด้วยการเล่าถึงอดีตสมัยยังเด็กๆว่า “แต่ก่อนนี้บ้านป้าอยู่ริมน้ำ ตลอดแนวแม่น้ำมีต้นลำพูอยู่เยอะมาก ตกกลางคืนก็จะมีหิ่งห้อยมาเกาะมีแสงวับๆแวบๆ สมัยนั้นคนเขาพูดกันว่า เรือที่แล่นมาถึงแถวคุ้งน้ำตรงนี้ พอเห็นแสงหิ่งห้อยก็จะรู้แล้วว่ามาถึงบางลำพู”

ป้านิดรำลึกความหลัง ซึ่งด้วยความสมบูรณ์ของต้นลำพูในแถบนี้เอง จึงเป็นที่มาของชื่อ “บางลำพู” ที่ยุคสมัยหนึ่งมักมีการเขียนผิดเป็น “บางลำภู” ที่หากว่ากันตามศัพท์ “ลำภู” หมายถึง“ลำของภูเขา”แต่ในละแวกนี้มีแต่ลำน้ำเจ้าพระยาหาได้มีภูเขาแต่อย่าง ใดไม่ แต่ด้วยความที่ต้นลำพูค่อยๆเลือนหายไปเรื่อยๆตามกาลเวลา คนก็ยิ่งเขียนคำว่า “บางลำภู” กัน(ผิด)อย่างแพร่หลายมากขึ้น

กระทั่งในปี พ.ศ. 2540 อาจารย์สมปอง ดวงไสว อาจารย์ประจำโรงเรียนวัดสังเวช ได้เขียนบทความ “ลำพูต้นสุดท้ายที่บางลำพู” เพื่อมายืนยันที่มาของชื่อ “บางลำพู” ซึ่งอาจารย์สมปองและชาวชุมชนบางลำพูได้ออกค้นหาจนค้นพบต้นลำพูต้นสุดท้าย ตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำเจ้าพระยาบริเวณสวนสันติชัยปราการ ที่ปัจจุบันลำพูต้นนี้แตกลูกแตกหลานออกมาอีกจำนวนหลายต้น

หากจะว่าไปจริงๆแล้ว ลำพูต้นนี้มีส่วนอย่างมากที่ทำให้สวนสันติชัยปราการถูกสร้างขึ้น เพราะนอกจากเรื่องราวของต้นลำพูต้นสุดท้ายจะเป็นที่รู้จักจากการนำเสนอออกไป ในสื่อต่างๆ แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงมีรับสั่งให้ทางราชการอนุรักษ์ต้นไม้ต้น นี้ไว้ให้ดีที่สุดอีกด้วย ดังนั้นทางกรุงเทพมหานครที่กำลังจะสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม จึงได้ทำประตูระบายน้ำเพื่อให้ระบบนิเวศน์ของต้นลำพูไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก

นอกจากนั้น ทางราชการก็ยังได้เกิดความคิดที่จะปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณต้นลำพูและป้อม พระสุเมรุ เพื่อสร้างเป็นสวนสาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถวายแด่ในหลวงในวโรกาสที่พระองค์มีพระชนมายุ 72 พรรษา ใน ปี พ.ศ. 2542 ซึ่งก็คือ “สวนสันติชัยปราการ” นั่นเอง

หลังป้านิดนวดความรู้ฉันด้วยที่มาอันถูกต้องของชื่อบางลำพูแล้ว คุณป้าพาฉันไปย้อนตำนานกับตลาดบางลำพู ที่เดิมมีศูนย์กลางอยู่บริเวณตลาดยอด ซึ่งปัจจุบันคือ(ซาก) ตึกนิวเวิลด์นั่นแหละ

ตลาดบางลำพู ถือเป็นแหล่งจับจ่ายซื้อของที่ได้รับความนิยมมากทีเดียว โดยในสมัยนั้นแหล่งค้าขายที่คนรู้จักกันดีก็จะมีที่เยาวราช พาหุรัด และบางลำพูนี้เอง และร้าน “นพรัตน์” ร้านขายเสื้อเชิ้ตแห่งแรกของเมืองไทย ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวป้านิดเอง ก็เป็นหนึ่งในร้านค้าย่านนี้ด้วยเช่นกัน

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป แหล่งการค้าในยุคหลังๆก็เปลี่ยนตาม ผู้คนนิยมไปเดินซื้อของย่านอื่นๆ แทน ทำให้บางลำพูไม่คึกคักเหมือนก่อน แต่ก็ยังถือเป็นแหล่งตลาดการค้าเช่นเดิม แต่จะเป็นแหล่งแฟชั่นวัยผู้ใหญ่ และแหล่งซื้อชุดนักเรียน ชุดนักศึกษาเสียมากกว่า หากใครได้ไปบางลำพูในช่วงใกล้ๆ เปิดเทอมก็จะเห็นพ่อแม่พาเด็กๆ มาซื้อชุดนักเรียน เห็นนักศึกษามาลองเสื้อลองกระโปรงกันเป็นที่สนุกสนาน

นอกจากนั้น ย่านบางลำพูนี้ก็ยังขึ้นชื่อเรื่องของกินที่มีอยู่มากมาย ส่วนใหญ่แล้วราคาก็จะย่อมเยาสบายกระเป๋ายิ่งนัก แถมยังมีให้เลือกชิมหลากหลาย ทั้งก๋วยเตี๋ยวเป็ด บะหมี่หมูแดง ขนมจีน ฯลฯ ส่วนขนมของหวานนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะมีเยอะมาก ไปดูเอาเองดีกว่าที่บริเวณหน้าห้างตั้งฮั่วเส็ง ยิ่งตอนเที่ยงๆ นั้นแทบจะไม่มีที่เดินเพราะคนแน่นขนัดจริงๆ

ว่ากันด้วยเรื่องการเป็นแหล่งช้อปแหล่งกินกันไปแล้ว มาว่ากันด้วยเรื่องศูนย์รวมจิตใจของชาวชุมชนบางลำพูอย่าง “วัด” กันบ้างดีกว่า ป้านิดบอกฉันว่าในย่านบางลำพูนี้มีวัดสำคัญๆ อยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือวัดบวรนิเวศวิหาร วัดชนะสงคราม และวัดสังเวชวิศยาราม

สำหรับวัดบวรนิเวศนั้น หลายๆ คนก็คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว โดยวัดแห่งนี้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ในพระอุโบสถมีพระประธานสำคัญอย่างพระพุทธชินสีห์และพระสุวรรณเขต อีกทั้งยังมีพระไพรีพินาศอันโด่งดังอยู่ที่นี่ด้วย

ส่วนวัดชนะสงครามนั้น ก็เป็นวัดที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง วัดนี้เดิมเป็นวัดโบราณชื่อวัดกลางนา ต่อมาวังหน้าในรัชกาลที่ 1 ได้ปฏิสังขรณ์วัด และให้พระสงฆ์และประชาชนชาวมอญมาอาศัยอยู่บริเวณนี้ และตั้งชื่อวัดใหม่ว่าวัดตองปุ และได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดชนะสงครามอีกครั้งหนึ่ง

วัดนี้น่าจะเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติในแถบนี้ดี เพราะถือเป็นเส้นทางเดินลัดจากถนนพระอาทิตย์มายังถนนข้าวสารได้ ดังนั้นเมื่อฉันเข้าไปภายในพระอุโบสถจึงได้เห็นฝรั่งหลายคนที่เข้ามาชมความ งามภายในเช่นกัน บางคนยังนั่งสมาธิอยู่หน้าพระประธานด้วยก็ยังมี

ส่วนวัดสังเวชวิศยารามนั้น ก็ถือเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมนั้นก็มีชื่อว่าวัดบางลำพู จนรัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนชื่อให้เป็นวัดสังเวชวิศยาราม และเป็นศูนย์รวมของชาวชุมชนวัดสังเวชฯ มาในปัจจุบัน และไม่เพียงแต่วัดเท่านั้น แต่ในย่านบางลำพูก็ยังมีมัสยิดจักรพงษ์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของชาวอิสลามในย่านนี้อีกด้วย และในซอยทางเข้ามายังมัสยิดจักรพงษ์นั้นก็ยังมีร้านอาหารอิสลามที่ชวนกิน อยู่หลายร้านด้วยล่ะ

ที่สำคัญ ย่านบางลำพูยังถือเป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมอันโดดเด่นแห่งกทม. เพราะในย่านนี้เป็นที่ตั้งของสำนักนาฎศิลป์และดนตรีไทยหลายๆ สำนัก ทั้งโรงละครร้อง วิกลิเก และโรงหนังพากย์ ฯลฯ อีกทั้งด้วยบรรยากาศของบ้านขุนนางเก่าแก่บนถนนพระอาทิตย์ ทำให้เมื่อเวลามีการจัดงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม หรืองานศิลปะต่างๆ ถนนพระอาทิตย์ ถนนพระสุเมรุ หรือสวนสันติชัยปราการจึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ของผู้จัดเสมอ

อย่างเช่นงานสงกรานต์ที่ป้านิดบอกว่า “ถ้าพูดถึงงานสงกรานต์ที่บางลำพูแล้วคนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นงานสงกรานต์แบบอินเตอร์ ไม่ใช่ประเพณีไทย เราอยากจะมีงานสงกรานต์ที่เป็นแบบไทยขึ้น ก็เลยไปกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช พระองค์จึงประทานพระพุทธรูปมาให้เราองค์หนึ่ง และประทานชื่อให้ด้วยว่า “พระพุทธบางลำพูประชานาถ” ซึ่งแปลว่าที่พึ่งของชาวบางลำพู และทุกปีในวันสงกรานต์ก็จะมีการแห่พระพุทธรูปมาให้ประชาชนสรงน้ำที่สวนสันติ ชัยปราการ มีการสรงน้ำพระสงฆ์ รดน้ำผู้สูงอายุ และการแสดงการละเล่นแบบไทยๆ”

อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากพูดถึงเกี่ยวกับบางลำพูก็คือ ความเป็นชุมชนเข้มแข็งที่รวมตัวกันเป็น “ประชาคมบางลำพู” ป้านิดเล่าถึงจุดเริ่มต้นของประชาคมนี้ว่า เริ่มมาจากการจัดงานถนนคนเดินบนถนนพระอาทิตย์ครั้งแรก คนในชุมชนได้มีการร่วมประชุมกันหลายครั้ง จนงานเสร็จก็รู้สึกว่ามีความสนิทสนมกันขึ้น จึงมาคุยกันว่าน่าจะรวมตัวกันเป็นประชาคมขึ้น โดยงานของของประชาคมก็คือการส่งเสริมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมต่างๆ

และผลงานหนึ่งที่มาจากความร่วมมือของชาวประชาคมบางลำพูก็คือ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2541-42 ได้มีการรวมตัวกันต่อต้านการรื้อโรงพิมพ์คุรุสภา ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่อยู่ข้างป้อมพระสุเมรุ ตามอายุก็สมควรแก่การอนุรักษ์ อีกทั้งยังเป็นโรงเรียนสอนพิมพ์แห่งแรก ป้านิดบอกว่าหนังสือเรียนสมัยป้ากะปู่ กู้อีจู้ ก็พิมพ์จากที่นี่เอง นอกจากนั้นก็ยังเป็นที่พิมพ์หนังสือวรรณคดีไทยสำคัญอย่างเรื่องพระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน อิเหนา สามก๊ก และรามเกียรติ์อีกด้วย

แทนที่จะรื้อทิ้ง ชาวชุมชนจึงขอให้ใช้อาคารหลังนี้เป็นศูนย์ชุมชน แต่เจ้าของพื้นที่ต้องการจัดทำเป็นสวนสาธารณะทั้งที่ขณะนั้นมีโครงการจะ สร้างสวนสันติชัยปราการแล้ว ผลของการต่อสู้ปรากฏว่า เจ้าของพื้นที่ไม่รื้อตึกทิ้ง แต่ก็ไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาทำกิจกรรมใดๆกับอาคารหลังนี้ ซึ่งยังนับว่าโชคดีที่การเคลื่อนไหวของประชาคมฯ ช่วยให้อาคารเก่าแก่หลังหนึ่งยังคงอยู่ต่อไปเคียงคู่ย่านบางลำพู หนึ่งในชุมชนเก่าแก่ระดับตำนานที่ยังมีลมหายใจแห่งกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร

"ย่านบางลำพู" ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ถนนพระอาทิตย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปจนถึงวัดบวร นิเวศ ส่วนอีกด้านหนึ่งนับจากถนนข้าวสารไปจนถึงวัดสามพระยา ศูนย์กลางของย่านบางลำพูจะอยู่แถวๆ ตึกห้างนิวเวิลด์เก่า

มีรถประจำทางสาย 3, 6, 9, 30, 32, 33, 53, 64, 65, 524, 503 ผ่านบริเวณถนนพระอาทิตย์ และตลาดบางลำพู ส่วนรถประจำทางสาย 56, 68, 516 ผ่านบริเวณวัดบวรนิเวศ

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

ท่องย่านเกาหลีในเมืองไทย ที่"โคเรียน ทาวน์"


สุขุมวิท พลาซ่า หรือที่รู้จักกันในนาม "Korean Town"
มาจนถึงวันนี้ กระแสเกาหลีฟีเวอร์ก็ยังไม่จางหายไป จากความสนใจของคนไทยเท่าไรเลยนะฉันว่า ถ้าจะนับกันจริงๆ ก็นานหลายปีแล้วที่ความเป็นเกาหลีเริ่มมาเป็นที่นิยม ตั้งแต่ละครเกาหลีเรื่องแรกๆ อย่าง Autumn in My Heart ละครสุดเศร้าเคล้าน้ำตา ตามต่อมาด้วย Winter Love Song ละครรักโรแมนติกสุดซึ้ง และมาดังระเบิดระเบ้อก็ตอนที่จอมนางแห่งวังหลวง แดจังกึม มาทำอาหารให้คนดูน้ำลายไหลไปตามๆ กัน และกับเรื่องล่าสุดที่เพิ่งจบไปคือเรื่อง เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา ก็ทำเอาหลายคนอยากเป็นเจ้าหญิงขึ้นมาตะหงิดๆ

ไม่เพียงแค่บรรดาละครเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นที่นิยม แต่ทั้งภาพยนตร์เกาหลี เพลงภาษาเกาหลี โรงเรียนสอนภาษาเกาหลี อาหารเกาหลี และการท่องเที่ยวเกาหลีต่างก็ได้รับอานิสงส์ของความนิยมนี้ไปด้วย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเกาหลีนั้น เล็งเห็นช่องทางขายจากความนิยมในละครเกาหลี จึงได้ปิ๊งไอเดียจัดทัวร์ท่องเที่ยวเกาหลีตามรอยละครเรื่องต่างๆ ที่นอกจากจะพาไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหลายๆ แห่งแล้ว ก็ยังจะพาไปชมสถานที่ถ่ายทำละครเรื่องดังๆ ตรงไหนที่พระเอกนางเอกเดินจับมือกัน ตรงไหนทะเลาะกัน ตรงไหนคืนดีกัน ก็ตามไปดูกันได้ ซึ่งแพ็คเกจทัวร์นี้ก็ทำเอาการท่องเที่ยวเกาหลีรับทรัพย์จากนักท่องเที่ยว ชาวไทยไปเต็มๆ

ว่ามาซะยาวอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าฉันจะชวนไปเที่ยวประเทศเกาหลีแต่อย่างใด แม้ว่าฉันจะเป็นคนหนึ่งที่นิยมดูละครเกาหลีอยู่เช่นกันก็ตาม แต่ก็ไม่มีทุนทรัพย์พอจะบินไปอินกับเขาที่นู่นหรอก ก็ได้แต่อาศัยดูละครเอาบ้าง กินอาหารเกาหลีเอาบ้างพอให้ได้บรรยากาศ

แต่เมื่อไม่นานมานี้ฉันเพิ่งได้ไปเจอสถานที่ดีๆ ที่ผู้นิยมเกาหลีน่าจะชอบกัน สถานที่ที่ว่านั้นก็คือ "โคเรียน ทาวน์" (Korean Town) เกาหลีในกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ในสุขุมวิท พลาซ่า บริเวณหน้าปากซอยสุขุมวิท 12 นี่เอง

ในเมื่อกรุงเทพฯ มีไชน่า ทาวน์ ที่เยาวราช มีลิตเติ้ล อินเดีย ที่พาหุรัด แล้วทำไมจะมีโคเรียน ทาวน์ ที่สุขุมวิทบ้างไม่ได้ล่ะ จริงไหม แม้ว่าโคเรียน ทาวน์แห่งนี้จะไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก เป็นเพียงอาคารสี่ชั้นตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่ก็ได้บรรยากาศของความเป็นเกาหลีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ที่เรียกบริเวณนี้ว่าเป็นโคเรียน ทาวน์ ก็เพราะเหตุว่าในแถบสุขุมวิทนี้เป็นที่อยู่ของชาวเกาหลีจำนวนมากที่อาศัย อยู่ในประเทศไทย และเมื่อมีคนเชื้อชาติเดียวกันมาอยู่รวมกันมากๆ เข้า จึงมีคนคิดทำธุรกิจร้านค้าต่างๆ เพื่อที่จะสนองความต้องการให้ชาวเกาหลีเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร เครื่องดื่ม หรือข้าวของต่างๆ จนต่อมาเมื่อมีคนมาเปิดร้านกันมากเข้าๆ พื้นที่บริเวณนี้จึงกลายเป็นศูนย์รวมคนเกาหลี กลายมาเป็นย่านเกาหลีที่เต็มไปด้วยร้านค้าของชาวเกาหลีที่มีภาษาเกาหลีกำกับ มองไปมองมาก็เหมือนกับอยู่ในเกาหลีอย่างไรอย่างนั้น ว่าแล้วก็อย่ารอช้า รีบเข้าไปสำรวจโคเรียน ทาวน์ พร้อมๆ กันเลยดีกว่าว่าจะมีสิ่งน่าสนใจอย่างไรบ้าง

เริ่มจากทางเดินเข้าสู่สุขุมวิท พลาซ่า ที่มีป้ายขนาดใหญ่ที่รวมเอาชื่อร้านรวงทั้งหลายมาติดไว้ มองๆ ดูแล้วฉันก็อ่านไม่ออกสักร้านเพราะเป็นภาษาเกาหลีแทบทั้งหมด แต่ก็ยังน่ารักที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงพร้อมกับธงชาติไทยและธงตรา สัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อยู่ด้วย

เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็ยิ่งได้สัมผัสกับกลิ่นอายของเกาหลีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากด้านในนี้เป็นที่ตั้งของร้านอาหารเกาหลีกว่า สิบร้านเลยทีเดียว แต่ละร้านเขียนชื่อเป็นภาษาเกาหลี มีภาษาไทยตัวเล็กๆ เขียนไว้พอให้เรียกชื่อได้ถูก อ่านแค่ชื่อร้านก็สนุกแล้ว เช่น ร้านกวาน ฮัน รู ร้านยู ริม จอง ร้านโจ บัง นัคจิ ร้านอล มี จอง ร้านนัควอน ร้านเมียงคา ฯลฯ ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าร้านไหนอร่อยหรือไม่อร่อยกว่ากัน แต่ที่แน่ๆ คือน่ากินไปเสียทุกร้านเลย เพราะหน้าร้านแต่ละร้านก็จะมีอาหารตัวอย่าง หรือเมนูให้ได้เลือกดูกัน บางร้านรับประกันความอร่อย เพราะมีแดจังกึมมาช่วยโฆษณาด้วย

นอกจากร้านอาหารเหล่านี้แล้ว หากใครพอที่จะทำอาหารเกาหลีเป็นหรือว่าอยากจะลองทำ แต่ไม่สามารถหาวัตถุดิบแบบเกาหลีแท้ๆ มาประกอบอาหารได้ ฉันก็ขอแนะนำให้มาที่โคเรียน ทาวน์ แห่งนี้ เพราะที่นี่มีร้านขายอาหาร หรือที่เรียกว่าฟู้ดมาร์ท คล้ายๆ ร้านสะดวกซื้อของเรานั่นแหละ สินค้าก็คล้ายๆ กันเพียงแต่ข้าวของทั้งร้านนั้นนำเข้าจากเกาหลีนั่นเอง

สินค้าที่ว่าก็มีทั้งพวกอาหารกึ่งสำเร็จรูป มีน้ำปลา น้ำตาล ซอสและน้ำจิ้มชนิดต่างๆ มีสาหร่ายแผ่น มีพริกเกาหลีที่คล้ายๆ น้ำพริกเผาบ้านเรา รวมทั้งมีเส้นก๋วยเตี๋ยวแบบต่างๆ ที่คนเกาหลีเขานิยมกินกันด้วย นอกจากนั้น สิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือกิมจิ ที่ฟู้ดมาร์ทแห่งนี้เขาทำกิมจิใหม่ๆ สดๆ หลากหลายแบบใส่ตู้แช่เอาไว้ ใครอยากกินก็ไปซื้อได้เลย ไม่ต้องทำเองให้ลำบาก

และข้างๆ ร้านฟู้ดมาร์ทนี้ก็เป็นร้านเล็กๆ ที่ขายขนมและอาหารแห้งของเกาหลีเช่นกัน มีขนมหน้าตาแปลกๆ หีบห่อน่ารักๆ แบบเกาหลีเต็มไปหมด และที่ร้านนี้ก็ยังมีนิตยสารจากเกาหลีขายอีกด้วยล่ะ

เมื่อมีร้านอาหารเกาหลีพร้อมสรรพแล้วให้คนเกาหลีได้อิ่มท้องแล้ว ก็ต้องมีสิ่งที่สร้างความบันเทิงแก่ชาวเกาหลีที่อยู่ในเมืองไทยได้หายคิดถึง บ้านกันบ้าง นั่นก็คือร้านคาราโอเกะที่มีอยู่หลายร้านด้วยกันบนชั้น 2-3 ของโคเรียน ทาวน์ ซึ่งต่างก็มีเพลงเกาหลีอัพเดทใหม่ๆ ให้ผู้ที่รักการร้องเพลงได้สนุกสนานกัน

แต่หากใครไม่ชอบความอึกทึกหรือเสียงเพลงดังๆ ขอแนะนำให้มาอ่านหนังสือที่ร้านเช่าหนังสือบนชั้น 3 ของโคเรียน ทาวน์ ที่นี่เป็นร้านเช่าหนังสือภาษาเกาหลีขนาด ย่อมที่มีหนังสือหลากหลายแนว ทั้งพ็อกเก็ตบุ๊ค หนังสือนิยาย หนังสือการ์ตูน และหนังสือภาพสำหรับเด็ก เรียกว่ารองรับได้ทั้งนักอ่านรุ่นใหญ่และรุ่นเยาว์เลยทีเดียว หนังสือบางเล่มของเกาหลีดูน่าอ่านมากทีเดียว เสียดายที่ภาษาเกาหลีฉันไม่กระดิกเลยสักตัว เลยได้แค่หยิบๆ จับๆ ขึ้นมาดูเท่านั้น

ความบันเทิงอีกอย่างหนึ่งที่จะหาได้ที่โคเรียน ทาวน์แห่งนี้ก็คือร้านเช่าวิดีโอเล็กๆ ที่อยู่บนชั้น 4 แต่งานนี้ใครอ่านภาษาเกาหลีไม่ออกเห็นทีจะแย่หน่อย เพราะจะไม่รู้เลยว่าเรื่องอะไรเป็นอะไร แต่คิดอีกที ก็ร้านวิดีโอนี้เขามีไว้ให้คนเกาหลีดูเวลาคิดถึงบ้านนี่นา

นอกจากบรรดาร้านทั้งหลายที่ว่ามานี้แล้วก็ยังมีร้านรวงต่างๆ อีกมาก ทั้งสปา ร้านขายเครื่องประดับเพชรพลอย และอื่นๆ อีกมากมายให้ชาวเกาหลีรวมทั้งคนทั่วไปได้ใช้บริการกัน

สำหรับคนไทยแท้ๆ อย่างฉันก็คงไปใช้บริการที่โคเรียน ทาวน์ได้แค่ที่ร้านอาหารกับที่ฟู้ดมาร์ทเท่านั้นเอง แต่สำหรับคนไทยใจเกาหลี รวมทั้งไปถึงคนเกาหลีแท้ๆ ก็สามารถใช้บริการได้หมดเพราะไม่มีปัญหาเรื่องภาษา แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่ฉันได้มาสัมผัสบรรยากาศของสถานที่แห่งนี้ ก็น่าจะเรียกได้ว่าที่นี่เป็น "ย่านเกาหลี" ของจริง ที่แม้จะไม่ใหญ่โตเหมือนเยาวราชหรือพาหุรัด แต่ก็ได้บรรยากาศของเกาหลีไม่แพ้กัน

"โคเรียน ทาวน์" (Korean Town) ตั้งอยู่ที่สุขุมวิท พลาซ่า ปากซอยสุขุมวิท 12 การเดินทางสามารถนั่งรถไฟฟ้ามาลงยังสถานีนานา แล้วเดินย้อนมาทางสถานีอโศกประมาณ 300 เมตร

"หอเกียรติภูมิรถไฟ" ของดีที่ซ่อนอยู่ในสวนจตุจักร


รถไฟจิ๋วขบวนนี้กำลังวิ่งวนไปตามราง

แหล่งที่มา : manager.co.th (โดย : หนุ่มลูกทุ่ง)

“วาว วาว เสียงรถไฟวิ่งไปฤทัยครื้นเครง เรามันคนกันเองไม่ต้องเกรงใจใคร พวกเราเพลินชมไพรนั่งรถไฟถึงในไทรโยค โยนทุกข์ใดในโลกสู่ไทรโยคไป”

ฉันเดินฮัม เพลง มนต์ไทรโยคของวง ดิ อินโนเซ้นท์ ไปพลางๆหลังจากพาตัวเองแวะเวียนมาสูดอากาศบริสุทธิ์ ภายในสวนจตุจักรเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นอกเหนือจากแวะมาชมหมู่มวลแมกไม้อันร่มรื่นแล้ว ฉันยังมีเป้าหมายสำคัญคือตั้งใจที่จะมาเยี่ยมชม "หอเกียรติภูมิรถไฟ" ซึ่งตั้งอยู่ภายในสวนด้วยนั้นเอง

หลายๆคนที่เคยมาพักผ่อนที่สวนจตุจักรอาจเคยสังเกตเห็นอาคารหลังใหญ่ ตั้งอยู่แถวๆบริเวณลาดจอดรถประตู 2 ในวันธรรมดาอาคารแห่งนี้จะถูกปิดตาย มองภายนอกคล้ายโกดังเก็บของแต่ในวัน เสาร์- อาทิตย์ ประตูจะถูกเปิดออกพร้อมกับเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน

ที่นั้นแหละคือ"หอเกียรติภูมิรถไฟ"สถานที่ซึ่งเป็นขุมทรัพย์แห่งการ เรียนรู้ สำหรับผู้ที่มีใจรักและสนใจในเรื่องรถไฟ หอเกียรติภูมิรถไฟแห่งนี้ เปิดดำเนินการมานานกว่า 16 ปี แต่เดิมอาคารหลังนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยสร้างขึ้น เพื่อให้เป็น "พิพิธภัณฑ์รถไฟ"

ต่อมาการรถไฟฯ เลิกโครงการและไม่ใช้ประโยชน์จากอาคารพิพิธภัณฑ์รถไฟ ชมรม "เรารักรถไฟ" จึงขออนุมัติจากการรถไฟเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ตั้งแต่ปี 2533 และใช้ชื่อสถานที่ว่า "หอเกียรติภูมิรถไฟ" เพื่อสอดคล้องกับสิ่งของและวัตถุประสงค์ของการจัดแสดง

เพราะไม่เพียงรถไฟที่เป็นเกียรติภูมิของชาติเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมีนโยบายจะจัดแสดงสิ่งของ ซึ่งมีมากมายหลายอย่าง ตั้งแต่ยานยนต์ทุกชนิด รวมถึงการคมนาคม การสื่อสาร การศึกษา การพิมพ์ การถ่ายภาพ เป็นต้น

แม้จะเป็นวันอาทิตย์ก็จริงแต่ฉันก็สังเกตว่ามีผู้เข้าชมบางตา ทั้งๆที่ตอนฉันเดินเลียบสวนสาธารณะเข้ามานั้นมีผู้คนขวักไขว่ไม่รู้ด้วยเหตุ ใดจึงพากันมองข้ามสิ่งดีๆใกล้ตัวไป อดคิดไม่ได้ว่าถ้าฉันเป็นรถไฟและมีความรู้สึกก็คงน้อยใจเป็นแน่ ก็ดูสิอุตส่าห์ฝ่าแดดลมฝนมาหลายปี เพื่อรอคอยให้เราเข้าไปศึกษาหาประโยชน์จากตัวมัน แต่เรากลับไม่สนใจเสียนี่

อาคารหลังนี้คาดคะเนด้วยสายตาก็มีขนาดใหญ่โตพอสมควร ฉันเริ่มต้นจากเข้าไปถวายสักการะพระรูปของรัชกาลที่ 5 ซึ่งตั้งอยู่ติดกับบริเวณทางเข้าก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองพร้อมกับรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของ พระองค์ท่าน ที่ทรงพระราชทานกำเนิดการรถไฟให้เป็นการขนส่งมวลชนอย่างแรกในประเทศ

จากนั้นจึงเริ่มเดินดูรอบๆด้วยความตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก เริ่มต้นที่"เกวียนไม้"ที่ ตั้งไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ควีนวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรให้ราชทูตนำขบวนรถไฟจำลองมาถวาย พร้อมด้วยข้อเสนอขอให้อังกฤษสร้างทางรถไฟสายแรกตัดข้ามคลองคอดกระให้
ซึ่งอาจหมายถึงการสูญเสียเอกราช รัชกาลที่4ทรงรับขบวนรถไฟจำลองไว้ก่อนปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า "สยามยังยากจน เรามีเกวียนใช้ก็พอแล้ว" มิเช่นนั้นไม่แน่ว่าป่านนี้เราอาจเป็นเมืองขึ้นไปแล้วก็ได้

สิ่งที่ฉันสนใจเป็นพิเศษก็คงจะเป็น "รถจักรไอน้ำ หมายเลข 10089" เป็นรถจักรไอน้ำรุ่นสุดท้ายที่บริษัทเกียวซานโกเกียวในญี่ปุ่นสร้างขึ้นก่อน เลิกกิจการ เพราะหมดยุคไอน้ำเมื่อสามสิบปีก่อนและจากการถอดชิ้นส่วนออกมาตรวจโดยละเอียด พบว่าไม่มีริ้วรอยการใช้งาน

สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตามความต้องการของบริษัทโรงงานน้ำตาลใช้ขนอ้อย จากไร่ป้อนโรงงาน แต่พอมาถึงท่าวัดพระยาไกรก็เลิกใช้รถไฟเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ในการขนอ้อย "10089" จึงทิ้งไว้ในโกดังที่ท่าเรือ และไม่เคยใช้งานแต่อย่างใด

บริเวณใกล้ๆกันนั้นยังมีรถจักรไอน้ำที่ได้รับคำจำกัดความว่าเป็น"ผู้ปิดทอง หลังพระ" ของการรถไฟมีชื่อว่ารถจักรไอน้ำ "สูงเนิน" ซึ่งทำหน้าที่ตัดฟืน ขนน้ำ จากป่าที่ที่หัวหวายมาให้ขบวนรถไฟลากจูงด้วยรถจักรไอน้ำใช้ที่สถานีสูงเนิน กลางดงพญาไฟในอดีต

ขณะที่ฉันเดินสำรวจอยู่นั้นก็จะมีเสียงบรรยายถึงประวัติ และสิ่งที่น่าสนใจจากเสียงตามสายมาเป็นระยะๆ ฉันสังเกตเห็นว่านอกจากฉันและผู้เข้าเยี่ยมชมอีกสองสามคนแล้ว ยังมีชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งที่คอยผุดลุกผุดนั่งเดินไปกวาดตรงโน้นปัดฝุ่น ตรงนี้พร้อมกับคอยบังคับปิด เปิดสวิตช์เจ้ารถไฟโมเดลให้วิ่งไปตามราง

ด้วยความสงสัยอยู่ในทีฉันจึงเดินเข้าไปสวัสดีและทักทาย จึงรู้ว่าตัวเองกำลังคุยอยู่กับ คุณจุลศิริ วิรยศิริ อายุ 58 ปี ผู้อำนวยการหอเกียรติภูมิรถไฟ และเหมาทุกตำแหน่งในหอเกียรติภูมิรถไฟ เขาเล่าให้ฉันฟังว่า ตอนนี้ที่นี่เสื่อมโทรมลงไปมากเพราะขาดงบประมาณในการบำรุงรักษา

"ที่นี่เป็นของเอกชนก่อตั้งโดยคุณพ่อผม รายได้หลักก็อาศัยการรับบริจาคจากผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเท่านั้น เราไม่มีการเก็บค่าเข้าชม ขนาดให้ดูฟรีคนก็ยังน้อย ผมเองก็ท้อใจหลายครั้งแต่เหตุผลที่ไม่สามารถละทิ้งได้ก็คือต้องการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกในอนุชนรุ่นหลัง ถ้าวันหนึ่งไม่ทำแล้วก็คงจะยกให้เอกชนจัดทำเป็นมูลนิธิดำเนินการหาทุน แต่ตอนนี้ก็ขอแค่มีคนเข้าชมก็พอใจเป็นที่สุดแล้ว"

ฉันรับฟังด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกก่อนจะจบบทสนทนาแล้วขอตัวเดินไปดู รถไฟต่อ และต้องอัศจรรย์ใจกับ "รถโยก" ขนาดเล็กที่มีประวัติบอกไว้ว่าใช้สำหรับตรวจทางนำขบวนรถไฟเมื่อครั้งงาน "ร้อยปียานยนต์ไทย" ถูกลากจูงอยู่กับที่ด้วยหัวรถจักรดีเซล "ฮันสเล็ท" ซึ่งโรงงานมักกะสันการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ซ่อมอนุรักษ์จากซากรถที่ใช้การ ไม่ได้แล้ว จนกลับใช้เครื่องยนต์ลากจูงฉุดลากขบวนรถไฟได้

ถัดมาเป็นตู้รถไฟที่ลากจูงคันแรก คือ "รถ ร.พ." ซึ่งเป็นตู้รถไฟไม้ที่นับได้ว่าเก่าที่สุดในประเทศไทย และอาจเป็นตู้รถไฟพยาบาลที่สร้างด้วยไม้สักทองหลังสุดท้ายของโลก รถ ร.พ.เกิดขึ้นพร้อมกับการแพทย์แผนตะวันตกที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในสมัยรัชกาล ที่ 5 เมื่อทรงสร้างโรงพยาบาลศิริราชขึ้นก็ทรงตระหนักถึงราษฎรที่อยู่ต่างจังหวัด

จึงทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินพระน้องยาเธอฯ ให้ออกแบบรถพยาบาลหลังแรกของไทย และโปรดเกล้าสั่งไม้สักทองจากบราซิลขนไปต่อที่ประเทศอังกฤษแล้วนำเข้ามาใน ประเทศไทย แต่ก็คาดว่าไม่มีโอกาสใช้รัชกาลที่ 5 ทรงสวรรคตเสียก่อน

ในโบกี้ต่อมาเป็นตู้ รถจ.พ. หรือรถจัดเฉพาะพยาบาล มีลักษณะภายนอกแบบเดียวกับรถ รพ.แต่ภายในตกแต่งคล้ายคลินิค ตรวจร่างกายแบบฉุกเฉิน ทั้งสองคันยังอยู่ในสภาพดี และถือว่าเป็นรถไฟที่เก่าที่สุดของประเทศไทย
นอกจากนั้นแล้วลุงจุลศิริก็ยังเล่าให้ฉันฟังว่า มีรถจัดเฉพาะอื่นๆ เช่น รถ จ.ขจก. ซึ่งเป็นตู้รถที่บรรทุกทหารที่จะไปปราบปรามโจรก่อการร้าย หรือ รถจ.ล.ย. ซึ่งเป็นตู้รถจัดเฉพาะลำไย ที่เอาไว้จัดส่งลำไย ทำให้ฉันนึกขันอยู่ในใจว่า นี่ถ้าเป็นผลไม้อื่นๆ ก็คงต้องมีชื่อเรียกอีกมากมายเป็นแน่

อ๋อ...และที่นี่เขายังนำเอาตู้รถไฟมาดัดแปลงเป็นห้องสมุด "ยานยนต์เฉลิมพระเกียรติ์" มีหนังสือเอกสารให้อ่านมากมาย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกด้วยข้างในก็ติดแอร์เย็นฉ่ำทีเดียว แถมยังมีรถไฟจำลองขนาดเล็กมากมายให้ชมอีกด้วย
รวมถึง "รถราง"ซึ่งในปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้วกว่า 30 ปี ฉันก็รู้จากที่นี่แหละว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียเชียวน่าที่ริเริ่ม นำรถรางมาใช้

เมื่อเดินเข้าไปข้างในสุดก็จะเป็นส่วนของ "หอเกียรติภูมิยานยนต์ พีระ-เจ้าดาราทอง" มีรถยนต์ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์อย่างรถ "เฟี๊ยตโทโปลิโน่" ที่เหมือนไม่ผิดเพี้ยนกับรถยนต์พระที่นั่งครั้งทรงพระเยาว์ของในหลวงรัชกาล ปัจจุบัน รถ "ดัทสันบลูเบิร์ด" ฉายาว่า "แท็กซี่เลือดไทย" เพราะสร้างในเมืองไทยเป็นคันแรก ใกล้ๆกันก็มีซากเครื่องสมัยสงครามโลกครั้ง2ให้ชมด้วย

ฉันเพลิดเพลินจำเริญใจกับเหล่ารถไฟจนเต็มอิ่มแล้วก็ได้เวลาโบกมือลา แต่ก็ยังไม่วายเหลียวหลังกลับไปมองหอเกียรติภูมิรถไฟด้วยความเสียดายว่า สถานที่ดีๆ แถมยังให้ดูฟรีอย่างนี้ แต่กลับเงียบเหงาไม่มีคนมาชมเท่าไรนัก

และก่อนที่ฉันจะกลับ ก็ไม่ลืมที่จะแวะสั่นระฆังรถไฟที่ตั้งอยู่บริเวณทางออกสามครั้งดังๆเป็นการ บอกลาเหล่ารถไฟและสิ่งของทุกชิ้นที่อยู่ใน "หอเกียรติภูมิรถไฟ"แห่งนี้

"หอเกียรติภูมิรถไฟ"ตั้ง อยู่ที่ลานจอดรถประตู 2 สวนจตุจักร ถนนกำแพงเพชร 3 กทม.10900 เปิดให้เข้าชมวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00น. ไม่เสียใช้จ่ายในการเข้าชม วันธรรมดาหากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะโทร.08-1615-5776 การเดินทางเริ่มจากลงรถไฟฟ้า B T S สถานีหมอชิต แล้วเดินเลาะริมสวนสาธารณะจตุจักรมาเรื่อยๆแล้วเลี้ยวเข้าลานจอดรถประตู 2 จุดสังเกตอยู่ตรงข้ามธนาคารทหารไทย

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

วัดพระแก้ว : สุดยอดแห่งงานศิลปกรรม


ตั้งแต่แรกที่เปิดคอลัมน์ "ลุยกรุง" ขึ้นมา สถานที่ในดวงใจแห่งแรกที่ฉันตั้งใจจะเขียนถึงก็คือที่ "วัดพระแก้ว" นี่แหละ เพราะตามความคิดของฉันแล้ว ที่นี่เป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของกรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นพร้อมกับพระบรมมหาราชวัง และสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการสร้างกรุงเทพฯ เลยทีเดียว เรียกว่าถ้ามีญาติฉันจากบ้านนอกจะมาเที่ยวกรุงเทพเมื่อไร ฉันก็ต้องแนะนำให้ไปวัดพระแก้วเป็นที่แรก

แต่ที่ต้องรอแล้วรอเล่า พาไปเที่ยวที่อื่นเสียนานกว่าจะได้มาที่วัดพระแก้วนี้ ก็เพราะอยากจะเก็บข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับวัดพระแก้วให้แน่นปึ้กเสียก่อนที่จะมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเรื่องราวของวัดพระแก้วนั้น ถ้าจะพูดกันให้จบในวันเดียวก็คงจะได้แค่กระผีก เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ล้วนแล้วแต่น่าสนใจมากมายเหลือเกิน ดังนั้นฉันก็เลยต้องตัดแบ่งเป็นหลายตอนเสียหน่อย เพื่อจะได้ชมวัดพระแก้วกันอย่างถ้วนทั่ว

เพราะฉะนั้น ในวันนี้ฉันจึงจะพาทุกคนมาชมภาพกว้างๆ ของวัดพระแก้วกันก่อน ในเรื่องของการสร้างวัด และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่วิจิตรงดงามไปทุกสิ่ง ถือได้ว่าเป็นสุดยอดของศิลปกรรมไทยในทุกด้าน

วัดพระแก้วนั้น มีชื่อเรียกเต็มๆ อย่างเป็นทางการว่า "วัดพระศรีรัตนศาสดาราม" แต่เรียกกันอย่างง่ายๆ ว่าวัดพระแก้ว และพระประธานในพระอุโบสถนั้นก็เรียกชื่อเต็มๆ ว่า "พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ทำขึ้นจากหินสีเขียวสวยงามมาก

มาว่ากันถึงการสร้างวัดพระแก้วกันก่อน คงต้องย้อนไปในปี พ.ศ.2325 เมื่อตอนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองหลวงจากฝั่งธนบุรีข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาฝั่งพระนคร พระองค์ก็ได้สร้างพระบรมมหาราชวังขึ้น รวมทั้งได้สร้างวัดภายในวังหลวงขึ้นเพื่อเป็นที่สำหรับประกอบพระราชกุศล รวมทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ทรงอัญเชิญมาจากกรุงเวียงจันทน์ ด้วย และเนื่องจากวัดพระแก้วเป็นวัดที่อยู่ภายในพระบรมมหาราชวัง จึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ซึ่งเป็นไปตามแบบแผนการสร้างพระบรมมหาราชวังมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา

ทีนี้ไปดูกันดีกว่าว่า ในอาณาเขตของวัดพระแก้วนี้ มีสิ่งก่อสร้างอะไรบ้าง เพราะเชื่อว่าบางคนที่มาวัดพระแก้วก็จะมุ่งตรงไปสักการะพระแก้วมรกตในพระ อุโบสถเพียงอย่างเดียว จนละเลยสิ่งอื่นภายในวัดที่มีความน่าสนใจไม่น้อยกว่ากัน หรือบางคนที่แม้จะเดินชมสิ่งต่างๆ ภายในวัดจนทั่วแล้ว แต่ก็อาจไม่รู้ว่าสิ่งก่อสร้างนั้นๆ ไว้ใช้ทำอะไร และสำคัญอย่างไร

เรามาเริ่มจาก พระอัษฎามหาเจดีย์ หรือพระปรางค์แปดองค์ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของวัด หรือด้านที่ตรงข้ามกับกระทรวงกลาโหมกันก่อนดีกว่า พระปรางค์แปดทั้งองค์นี้เป็นปรางค์ฐานแปดเหลี่ยม ตกแต่งลวดลายปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบสีแตกต่างกันไปทั้งแปดองค์ โดยแต่ละองค์มีชื่อเรียกต่างกันไป พระปรางค์เหล่านี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จุดประสงค์ก็เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

ทีนี้มาทางด้านทิศเหนือกันบ้าง ที่หอพระมณเฑียรธรรม ที่ถือว่าเป็นห้องสมุดแห่งแรกของกรุงเทพฯ เลยก็ว่าได้ เพราะที่นี่เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก ซึ่งหอพระมณเฑียรธรรมที่เห็นนี้เป็นหลังใหม่ และเป็นฝีมือของช่างวังหน้า โดยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วังหน้าในรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ช่างมาสมทบสร้างถวาย ซึ่งฝีมือของช่างวังหน้านั้นก็ถือว่าสุดยอดอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นศิลปะของวังหน้าหนึ่งเดียวในวังหลวงก็ว่าได้

หอพระมณเฑียรธรรมเป็นอาคารแบบไทยทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความน่าสนใจอยู่ตรงหน้าจั่วที่เป็นรูปพระพรหมทรงหงส์อยู่เหนือพระอินทร์ทรง ช้างเอราวัณอีกที และก็มีหนุมานซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของวังหน้าสอดแทรกอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น ลวดลายบนกรอบไม้เหนือหน้าต่าง ถ้าใครอยากชมต้องรอโอกาสในวันพระ เพราะที่หอมณเฑียรธรรมนี้จะเปิดใช้เป็นที่แสดงธรรมเทศนาในวันพระเท่านั้น

ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหอมณเฑียรธรรม ก็คือหอพระนาก ซึ่งเดิมเป็นที่ประดิษฐานพระนาก และเป็นที่เก็บพระอัฐิของเจ้านายฝ่ายใน แต่เมื่อมีการซ่อมแซมอีกครั้งในรัชกาลที่ 3 จึงได้ย้ายพระนากและพระพุทธรูปอื่นๆ ออกไป ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของของวังหน้าในรัชกาลที่ 1-4 รวมทั้งพระอัฐิของเจ้านายในพระบรมราชจักรีวงศ์อีกด้วย

มีคำถามว่า แล้วพระนากจากหอพระนาก ถูกย้ายไปประดิษฐานที่ไหน คำตอบก็อยู่ข้างๆ หอพระนากนั่นเอง นั่นก็คือที่พระเศวตกุฎาคารวิหารยอด หรือเรียกสั้นๆ ว่าวิหารยอด ก่อนนี้วิหารยอดเป็นที่ประดิษฐานพระเทพบิดร ซึ่งเป็นเทวรูปของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยา และภายหลังก็ได้ย้ายพระนาก และพระพุทธรูปศิลามาประดิษฐานไว้ด้วยกัน

อ้าว... เดินชมแค่เดี๋ยวเดียวอย่าเพิ่งทำเป็นหมดแรง เดินต่อมาทางด้านทิศใต้ของวัดพระแก้วกันบ้าง ที่หอพระคันธารราษฎร์ ซึ่งตั้งอยู่บนฐานไพที (ฐานร่วมของหลายอาคาร) เป็นที่ประดิษฐานพระคันธารราษฎร์ พระพุทธรูปปางขอฝน ตัวองค์พระนั้นสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 โดยพระคันธารราษฎร์นั้น ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญสำหรับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

หอพระคันธารราษฎร์เพิ่งจะสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 และตั้งชื่อตามพระพุทธรูปที่ประดิษฐานไว้ภายใน นอกจากนั้น ภายในหอพระแห่งนี้ก็ยังมีการตกแต่งลวดลายที่เกี่ยวข้องกับการกสิกรรมต่างๆ เช่น บานหน้าต่างก็มีลวดลายเป็นรูปพระพิรุณทรงนาค และด้านล่างเป็นรูปรวงข้าว มีปูปลาแหวกว่ายอยู่ในท้องน้ำ และจิตรกรรมฝาผนังด้านในก็เป็นเรื่องราวของพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล แรกนาขวัญและพิรุณศาสตร์อีกด้วย และบนฐานไพทีเดียวกันก็เป็นที่ตั้งของมณฑปยอดปรางค์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เช่นกัน เพื่อเป็นที่ประดิษฐานเจดีย์โบราณที่ได้มาจากภาคเหนือ

แวะชมหอระฆังกัน อีกสักหน่อย แม้จะไม่มีกิจให้ต้องใช้ระฆังบ่อยนักเพราะวัดพระแก้วนี้ไม่มีพระสงฆ์ แต่ก็สร้างขึ้นเพื่อให้ครบตามระเบียบของการสร้างวัด เชื่อกันว่าระฆังใบนี้ขุดพบที่วัดระฆัง มีเสียงไพเราะกังวานมาก เมื่อรัชกาลที่ 1 นำระฆังนี้มาไว้ที่วัดพระแก้ว พระองค์ก็โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอระฆัง พร้อมทั้งระฆังอีก 5 ลูกไว้ให้แทนที่วัดระฆัง

ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่ใหญ่โตขึ้นอีกนิด บนฐานไพทีใหญ่ด้านข้างพระอุโบสถ ซึ่งด้านบนนั้นมีสิ่งก่อสร้างอยู่สามสิ่งด้วยกัน คือปราสาทพระเทพบิดร พระมณฑป และพระศรีรัตนเจดีย์

สำหรับพระมณฑปนั้น เป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฏกฉบับทอง อยู่ในตู้มุกทรงมณฑป บรรจุพระไตรปิฏก 84,000 พระธรรมขันธ์อยู่ภายใน แต่ก่อนนี้พระมณฑปสร้างอยู่บนฐานสูงสามชั้น ยังไม่ได้อยู่บนฐานไพทีอย่างทุกวันนี้ แต่มาถึงรัชกาลที่ 4 ก็ได้ขยายฐานให้กว้างขึ้นเพื่อสร้างพระศรีรัตนเจดีย์และปราสาทพระเทพบิดาไว้ ด้วยกัน

ถัดจากพระมณฑปมาก็เป็นพระศรีรัตนเจดีย์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่รัชกาลที่ 4 ได้มาจากลังกา รูปทรงของพระเจดีย์ก็เป็นทรงลังกา ประดับด้วยกระเบื้องโมเสกทองจากอิตาลี เมื่อส่องกระทบแสงแดดก็จะดูเจิดจ้างดงามมากๆ และภายในก็เป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์องค์เล็กที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับพระศรีรัตนเจดีย์องค์ใหญ่ที่ครอบไว้ทุกประการ

บนฐานไพทียังมีปราสาทพระเทพบิดรอีกแห่งหนึ่งที่ฉันยังไม่ได้พูดถึง รวมทั้งส่วนสำคัญที่สุดของวัดพระแก้ว นั่นก็คือพระอุโบสถและพระแก้วมรกตอีกด้วย แต่เห็นทีคงจะต้องยกยอดไปไว้คราวหน้า ต้องรอชมกันในตอนต่อไปเสียแล้วละ

พระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งอยู่ที่ ถ.หน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 ใกล้สนามหลวง เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08.30-16.30 น. ปิดขายบัตรเวลา 15.30 น. ค่าธรรมเนียม-ค่าเข้าชม: ชาวไทยไม่เสียค่าเข้าชม ชาวต่างชาติ 200 บาท โทรศัพท์ 0-2623-5500 ต่อ 1124, 3100

การแต่งกายที่เหมาะสมในการเข้าชม ควรแต่งกายให้สุภาพ ห้ามใส่เสื้อไม่มีแขน และกางเกงขาสั้น รวมทั้งกางเกงที่ยาวไม่ถึงตาตุ่ม ผู้หญิงห้ามใส่กระโปรงสั้นหรือบางจนเกินไป และไม่ควรใส่รองเท้าแตะที่ไม่สุภาพหรือไม่มีสายรัดข้อเท้า

การเดินทาง รถ ประจำทางสาย : 1, 3, 6, 9, 15, 19, 25, 30, 32, 33, 39, 43, 44, 47, 53, 59, 60, 64, 65, 70, 80, 82, 91, 123, 201, 203 รถปรับอากาศสาย : 1, 8, 25, 38, 39, 44, 506, 507, 512 หรือเดินทางโดยทางเรือ โดยนั่งเรือด่วนเจ้าพระยามาลงที่ท่าช้าง

ไปดูแมวเหมียวที่"อุทยานแมวไทยโบราณ"


"แมวขโมย ตีนแมว ฝากปลาย่างไว้กับแมว ย้อมแมวขาย แมวไม่อยู่หนูร่าเริง แมวเก้าชีวิต... ฯลฯ" ฉันเดินไปนึกไป ถึงสุภาษิตสำนวนเกี่ยวกับแมวๆที่มีอยู่มากมาย ระหว่างที่กำลังมุ่งหน้ามายัง "อุทยานแมวไทยโบราณ (นัยน์ตาสองสี)" แถวๆ เขตทวีวัฒนา

นึกๆ ดูแล้ว สำนวนไทยเกี่ยวกับแมวนั้นก็มีเยอะแยะไม่ใช่เล่น ซึ่งก็น่าจะหมายความได้ว่า สัตว์สี่ขาตัวนุ่มนิ่มที่ชอบร้องเหมียวๆ กับคนไทยนั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมานานแล้ว โดยเรื่องราวเกี่ยวกับแมวก็ได้มีบันทึกไว้ในสมุดข่อยโบราณว่ามีแมวประเภทใด บ้างเป็นแมวมงคล และแมวประเภทใดบ้างเป็นแมวอัปมงคล แสดงว่าแมวกับคนไทยเรานั้นผูกพันกันมายาวนานจริงๆ

แมวขาวมณี หรือขาวปลอด นัยน์ตาสองสี แห่งอุทยานแมวไทยโบราณ

และสำหรับฉัน ผู้ซึ่งถือคติ Love me love my cat ก็เคยได้ยินมาว่าที่อุทยานแมวไทยโบราณนี้ เขามีแมวน่ารักๆ อยู่หลายตัว ที่ไม่ธรรมดาก็คือแมวเหล่านี้ล้วนแต่เป็นแมวขาวมณี แมวไทยโบราณสีขาวสะอาดทั้งตัว แถมยังพิเศษตรงที่นัยน์ตาทั้งสองข้างยังมีสีแตกต่างกันอีกด้วย ดังนั้นก็เลยพลาดไม่ได้ที่จะมาชมแมวเหมียวเหล่านี้ให้ถึงที่

แต่ก่อนอื่นฉันขอเท้าความถึงแมวขาวมณีก่อนดีกว่าว่า แมวขาวมณีหรือที่เรียกว่าขาวปลอดนั้น เป็นแมวไทยที่ไม่ได้มีชื่ออยู่ในสมุดข่อยโบราณ เพราะเพิ่งจะเป็นที่รู้จักก็กันเมื่อสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมานี้เอง แต่ก็ถือว่าเป็นแมวไทยโบราณหนึ่งในห้าพันธุ์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ซึ่งก็ได้แก่ แมววิเชียรมาศ แมวสีสวาด แมวศุภลักษณ์ แมวโกญจา และแมวขาวมณี

เจ้าแมวขาวมณีนี้มีลักษณะเด่นก็คือจะมีขนสั้นสีขาวตลอดหัวจดหาง ไม่มีสีอื่นมาแซมเลย และหากเป็นสายพันธุ์แท้ดวงตาทั้งสองข้างก็จะมีสีที่แตกต่างกัน เช่นข้างหนึ่งเป็นสีเหลือง หรือบางตัวก็อาจเป็นสีน้ำตาล และอีกข้างหนึ่งเป็นสีฟ้าหรือสีขาว สวยงามมาก

และสำหรับแมวขาวมณีนี้ ถือว่าเป็นแมวทรงเลี้ยงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดและทรงหวงมากๆ พระองค์ทรงมอบหน้าที่ให้ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์กรมหลวงชุมพรเขต อุดมศักดิ์ พระราชโอรสเป็นผู้ดูแลและขยายพันธุ์ หน้าที่นี้สืบทอดจนมาถึงพระธิดาของพระองค์ คือหม่อมเจ้าหญิงเริงจิตรแจรงอาภากร ก่อนที่แมวขาวมณีที่เหลืออยู่ทั้งหมด 18 ตัวจะตกมาอยู่ในความดูแลของ นำดี วิตตะ เด็กชายที่หม่อมเจ้าหญิงได้อุปการะเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก และก็ได้ดูแลแมวขาวมณีเหล่านี้มาตลอด จนกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งอุทยานแมวไทยโบราณ (นัยน์ตาสองสี) ที่ฉันได้มาชมในวันนี้ ดังนั้น แมวขาวมณีในอุทยานแมวฯ แห่งนี้จึงเป็นแมวที่สืบเชื้อสายมาจากแมวทรงเลี้ยงของรัชกาลที่ 5 คุณนำดีจึงเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี และไม่เคยขายเจ้าขาวมณีพันธุ์แท้เหล่านี้เลยสักตัว

อุทยานแมวไทยโบราณริมคลองทวีวัฒนาในวันธรรมดาที่ฉันเข้าไปชมดูเงียบ เชียบไร้ผู้คน แต่ก็ยังได้ยินเสียงแมวดังแง้วๆ แว่วๆ อยู่ด้านบนบ้านหลังใหญ่ใต้ถุนสูง เมื่อฉันขึ้นไปด้านบน จ่ายเงินค่าเข้าชมและช่วยค่าอาหารแมวไป 50 บาท แล้ว ฉันก็ได้พบกับบรรดาเหมียวๆ อ้วนท้วนสีขาวสะอาด นัยน์ตาสองสีที่ชื่อพันธุ์ขาวมณีเหล่านั้นอยู่ภายในห้องกว้างค่อนข้างโล่ง ที่มีกรงแมวขนาดไม่ใหญ่นักวางเรียงกันอยู่ 3-4 แถว และในแต่ละกรงก็มีแมวขาวมณีอยู่กรงละหนึ่งตัว นับรวมแล้วก็ได้ 14 ตัวพอดี

ผู้ดูแลท่าทางใจดีเข้ามาคุยกับฉันว่า ไม่ค่อยจะได้เห็นนักท่องเที่ยวมาในวันธรรมดามากนัก ส่วนมากจะมากันวันเสาร์อาทิตย์มากกว่า จากนั้นก็เริ่มเล่ารายละเอียดที่อุทยานแมวฯ นี้ให้ฟังว่า จริงๆ แล้วที่อุทยานแมวโบราณนี้มีแมวขาวมณีอยู่ทั้งหมด 44 ตัว แต่เอามาจัดแสดงไว้เพียง 14 ตัว โดยในแต่ละวันก็จะสลับกันออกมาโชว์ตัว ตัวไหนโชว์อยู่นานแล้วก็จะเข้าห้องไปพัก ปล่อยให้เพื่อนแมวตัวอื่นๆ ได้ออกมารับแขกบ้าง

ในตอนแรกฉันเองก็เสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้อุ้มหรือเล่นกับเจ้าแมว พวกนี้อย่างเต็มที่ เพราะมีกรงกั้นระหว่างฉันกับแมว แต่เมื่อฟังที่พี่คนดูแลแมวบอกว่า เมื่อก่อนนี้ ก่อนที่อุทยานแมวโบราณจะย้ายมาตั้งอยู่ในบริเวณปัจจุบันนั้น ก็ยังอนุญาตให้นักท่องเที่ยวได้อุ้มได้กอด แต่ปรากฏว่า แมวเหล่านั้นเฉามือคน แถมบางตัวยังติดโรคจากคนโดยการเลียหรือสัมผัสจนตายไปหลายตัว ในปัจจุบันก็เลยทำกรงไว้ให้แมวแต่ละตัวได้อยู่กัน

ดังนั้นแม้จะเสียดาย แต่คิดอีกทีทำแบบนี้ก็น่าจะเป็นการดีกว่า เพราะลองคิดดูสิว่า หากวันไหนนักท่องเที่ยวมากันเยอะๆ แมวที่โดนอุ้มโดนกอดโดยคนไม่รู้จักไม่คุ้นเคยแถมโดนอุ้มเป็นสิบๆ ครั้งก็น่าจะเหนื่อยไปเหมือนกัน แถมเสียสุขภาพจิตอีกต่างหาก

กรงแมวที่ฉันเห็นนี้แม้จะไม่เล็กมากขนาดที่ทำให้แมวอึดอัด แต่ก็ไม่ได้กว้างขวางขนาดที่จะสามารถวิ่งเล่นได้สบายๆ ด้วยความเป็นห่วงกลัวแมวจะไม่ได้ออกกำลังกาย ฉันจึงถามพี่ผู้ดูแลในเรื่องนี้ ซึ่งก็หมดกังวลได้ เพราะพี่เขาบอกว่า หลังจากที่อุทยานแมวฯ ปิดให้บริการในแต่ละวันแล้ว ประมาณห้าโมงเย็น แมวเหล่านี้ก็จะได้ไปวิ่งเล่นในสนามหลังบ้าน วิ่งไล่กันหรือปีนป่ายต้นไม้ไปตามเรื่อง แมวที่นี่จึงมีสุขภาพดีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์

พี่คนดูแลแมวยังบอกกับฉันอีกว่า ด้วยความที่แมวเหมียวขาวมณีเหล่านี้เป็นแมวที่สืบเชื้อสายมาจากแมวของรัชกาล ที่ 5 คุณนำดี ผู้เป็นเจ้าของจึงตั้งชื่อว่า "เจ้า" นำหน้าทุกตัว ทั้งเจ้าฟ้าเงินฟ้าทอง เจ้าเปรียว และอีกมากมายหลายเจ้า อย่างที่ฉันบอกไปแล้วว่าบรรพบุรุษของแมวเหล่านี้เคยเป็นแมวของพระมหา กษัตริย์ และไม่มีการขายแมวขาวมณีสายพันธุ์แท้ คุณนำดีผู้ก่อตั้งอุทยานแมวฯ จึงถวายแมวเหล่านี้ให้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ก็โปรดให้แมวเหล่านี้อยู่ที่อุทยานแมวฯ เพื่อให้ประชาชนได้ชมกันต่อไป

ฉันเดินเล่นทักทายเจ้าเหมียวขาวมณีจนครบทุกตัว บางตัวเอาแต่นอนหลับอุตุไม่สนใจฉันเลย แถมบางตัวไม่อยากเห็นหน้าผู้คนก็เลยเอาหัวมุดใต้ที่นอนซะอย่างนั้น แต่แมวตัวอื่นๆ นั้นขี้เล่นและขี้อ้อนน่าดู แม้จะเล่นกันผ่านกรงก็เถอะ ฉันเห็นแล้วก็อยากจับมากอดแรงๆ สักที

นอกจากจะได้มารู้จักกับแมวขาวมณีและได้มาชมแมวเหมียวที่แสนจะน่ารัก แล้ว การที่ได้มาเยี่ยมชมอุทยานแมวฯ ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่า น่าดีใจที่แมวพันธุ์ไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของเรายังมีผู้ที่ตั้งใจ อนุรักษ์ไว้ เพราะฉะนั้นฉันขอเชิญชวนบรรดาคนรักแมวทั้งหลายให้แวะมาเยี่ยมเยียนเหมียวๆ เหล่านี้กันบ้าง รับรองว่าต้องหลงเสน่ห์แมวขาวมณีแน่นอน

อุทยานแมวไทยโบราณ (นัยน์ตาสองสี) ตั้งอยู่ที่ 103 หมู่ที่ 10 ถ.ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170 เปิดบริการ 10.00-17.00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0-9765-6697

การเดินทาง จากสายใต้ใหม่ขับรถมาทางถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี มาจนถึงพุทธมณฑลสาย 4 แล้วให้ขับไปทางมหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา จากนั้นให้กลับรถเข้าสู่ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรีอีกครั้ง (ฝั่งที่มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ) แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนทวีวัฒนา (ถนนเลียบคลองทวีวัฒนา) มาอีกประมาณ 400 เมตร อุทยานแมวโบราณจะอยู่ทางขวามือริมคลองทวีวัฒนา สามารถจอดรถได้บริเวณด้านหน้า หรือหากมาทางรถประจำทาง มีสาย 124, 125, 515 หรือรถตู้ปรับอากาศ พาต้าปิ่นเกล้า-พุทธมณฑลสาย 4 ผ่าน